มนต์นัทธ์ | แหล่งสนทนา | ผลงานพ่อครู | เกี่ยวกับมนต์นัทธ์ | แผนผังเว็บไซต์


ธันวาคม 13, 2018, 21:41:31 *

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หัวข้อสนทนารวม   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
ข่าว:
กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อนมาเรือนพระภรตมุนี  :
 อย่าหวังอะไรกับการเยี่ยมเยือนเรือนพระภรตมุนี


กระทู้แนะนำ  : สงสัยหรือริษยาไม่ทราบ

 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ใครกันแน่แต่งสุภาษิตสอนหญิง ตอนที่ ๑  (อ่าน 7205 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,921



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2009, 22:02:24 »

ใครกันแน่แต่งสุภาษิตสอนหญิง

               หน้าฝนมีคุณประโยชน์หลายประการนอกจากจะทำให้พื้นดินและอากาศชุ่มชื้นมีชีวิตชีวา ต้นไม้ได้กระดี้กระด้า น้ำท่วม ฝนตกรถติดแล้ว ยังทำให้เบื่อในการเดินทาง จำต้องหาอะไรมาทำฆ่าเวลา ซึ่งการค้นหาหนังสือมาอ่านเป็นวิธีหนึ่งที่เรามักเลือกทำเพราะได้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้และได้ข้อคิดหลายประการ ครั้งนี้อีกเช่นกันที่หยิบหนังสือศิลปวัฒนธรรมเล่มเก่าๆ มาอ่านพบบทความของอาจารย์ เทพ สุนทรศารทูล วิจารณ์เรื่อง "สุภาษิตสอนหญิง" ทำให้ชวนคิด ชวนวิเคราะห์และชวนเชื่อ เมื่อกวีชื่อ "ภู่" มีร่วมสมัยกันถึง ๓ ท่าน และท่านกวีผู้มีนามว่า "ภู่" ท่านไหนที่เป็นผู้แต่ง "สุภาษิตสอนหญิง" กันแน่

               "สุภาษิตสอนหญิง" เดิมเข้าใจกันว่า "สุนทรภู่" เป็นผู้แต่ง แต่เมื่อพิจารณาสำนวนกลอนแล้ว น่าจะไม่ใช่ เพราะผิดฝีปากของมหากวี ทั้งแนวคิดของ "สุนทรภู่" นั้นมีแต่อารมณ์รักใคร่เสน่หา ไม่มีความสงบพอที่จะสั่งสอนสตรีได้  จึงน่าสงสัยว่า ---ใครเป็นผู้แต่งกันแน่? เพราะกวีชื่อ "ภู่"นั้นมีอยู่ถึง ๓ คน

               วรรณคดีวิจารณ์เรื่อง "สุภาษิตสอนสตรี" นี้ ข้าพเจ้าได้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ว่าไม่ใช่ฝีปากสุนทรภู่ แต่เป็นของ นายภู่ อยู่นาวา กวีผู้หนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕

               ต่อมาจึงได้พบว่า นายภู่ อยู่นาวา คนนี้คือ พระธรรมทานาจารย์ (ภู่) อดีตเจ้าอาวาสฝ่ายคันถธุระ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งลาสิกขาบทออกมาในสมัยเดียวกันกับพระประสิทธิ์สุตคุณ (น้อย) ซึ่งต่อมาเข้ารับราชการได้เป็น พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่พระธรรมทานาจารย์ (ภู่) มิได้เข้ารับราชการ ประกอบอาชีพค้าขายทางเรืออยู่ แต่มีความสันทัดทางกวีอยู่มาก เป็นกวีมีฝีปากดีคนหนึ่ง จึงได้แต่งบทกวีขึ้นอย่างน้อย ๕ เรื่อง คือ

               ๑.นกกระจาบคำกลอน

               ๒.นครกายคำกลอน

               ๓.สุภาษิตสอนสตรีคำกลอน

               ๔.พระสมุทรคำกลอน

               ๕.จันทโครบคำกลอน

นายภู่ ธรรมทานาจารย์ ผู้นี้เคยบอกสักวาหน้าพระที่นั่งร่วมวงกับคุณพุ่ม ภมรมนตรีอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕

               เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ ๒๐๐ ปีสุนทรภู่ เห็นสมควรชำระสะสางบทกวีที่ไม่ใช่ของท่านออกมาเสีย เพื่อให้บทกวีของสุนทรภู่บริสุทธิ์สะอาดขึ้น จะได้ไม่มีใครปลอมแปลงสินค้าติดป้ายว่า บทกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่อีกต่อไป  และเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่กวีชาวบ้านที่ชื่อภู่อีกคนหนึ่งด้วย ข้าพเจ้าจึงได้เขียนเรื่องนี้เพิ่มเติมขึ้นอีก เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๔ เพื่อเสนอต่อท่านผู้สนใจวรรณคดีได้พิจารณาหลักฐานข้อมูลใหม่นี้โดยทั่วกัน

               มีคำกลอนสุภาษิตอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งเคยเชื่อถือกันมานานแล้วว่า พระสุนทรโวหาร (ภู่) แต่งไว้ เมื่อสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงศึกษาค้นคว้าและนิพนธ์เรื่องชีวิตและงานของสุนทรภู่ขึ้นเป็นครั้งแรก ก็ทรงยกเอาสุภาษิตนี้มารวมไว้ในบทกวีของท่านสุนทรภู่
สุภาษิตที่ว่านี้ก็คือ "สุภาษิตสอนสตรี" หรือที่เรียกกันเป็นสามัญทั่วไปว่า "สุภาษิตสอนหญิง"
เป็นสุภาษิตที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าสุภาษิตใดๆ ที่เคยมีมา ชาวบ้านร้านตลาดรู้จักและท่องจำกันได้ทั่วไป ผมมีป้าอยู่คนหนึ่ง เวลานี้อายุ ๘๔ ปี ป้าคนนี้ความรู้อ่านออกเขียนได้เท่านั้น แต่ว่าสุภาษิตสอนหญิงปากเปล่าได้ตลอดเล่ม แสดงว่าสุภาษิตนี้แพร่หลายมากเพียงใด มีอยู่หลายบทหลายตอนที่มักจะกล่าวอ้างกันอยู่เสมอ ทั้งในการพูดและการเขียน เช่น

"มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท
อย่าให้ขาดด้วยเป็นของต้องประสงค์
เมื่อมีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง
อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน"

               ผมเองชอบอ่านสุภาษิตสอนหญิงนี้มาแต่รุ่นหนุ่ม พลางก็นึกในใจว่าอยากจะใคร่พบสตรีในฝันเหมือนที่สุภาษิตนี้สอนไว้สักคนหนึ่งแต่ค่อนข้างผิดหวังอยู่เรื่อยมา ทั้งนี้เพราะความเข้าใจผิดว่าหญิงสาวในสมัยปัจจุบันจะเหมือนหญิงสาวในฝันของคนโบราณ กาลสมัยเปลี่ยนมานานแล้ว ความนิยมของสตรีก็เปลี่ยนไปจะให้เหมือนในสมัยโบราณกระไรได้ หญิงในสมัยนี้มิใช่ตุ๊กตาเครื่องเล่นของบุรุษเพศอีกต่อไปแล้ว
แต่ถึงเช่นนั้นก็เถอะ สุภาษิตสอนหญิงนี้ก็น่าศึกษาอยู่มิใช่น้อย คือศึกษาถึงความนิยม ความคิดอ่าน ทัศนคติของคนในสมัยนั้นอันปรากฏอยู่ในสุภาษิตคำสอนใจ ศึกษาถึงอรรถรสของวรรณคดี และประการสุดท้ายศึกษาว่าใครเป็นผู้แต่งสุภาษิตนี้กันแน่?

ผิดฝีปากสุนทรภู่

               เมื่อแรกอ่านสุภาษิตนี้ก็อ่านอย่างชาวบ้าน คืออ่านเพื่อรู้เรื่องว่าสุภาษิตนี้สอนไว้อย่างไรก่อน แล้วก็อ่านเพื่อความเพลิดเพลินในความไพเราะกินใจของบทกวี ต่อมาก็อ่านเพื่อศึกษาอรรถรสของวรรณคดี ศึกษาถึงถ้อยแนวคำแนวความคิด ทัศนคติ และความนิยมของคนในสมัยนั้น เป็นต้น แล้วก็มาศึกษาถึงประการหลังว่าผู้ใดแต่งสุภาษิตนี้

ที่จริงเมื่อแรกอ่านก็มิได้สงสัยอะไรเชื่อตามที่ท่านว่าไว้ว่าเป็นสุภาษิตสุนทรภู่เพราะตอนต้นก็บอกไว้ชัดเจนว่า "ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง"

               ภู่ที่เป็นกวีก็คงมีภู่เดียว คือ สุนทรภู่เท่านั้น แต่เมื่อได้อ่านบทกลอนของท่านสุนทรภู่ในเรื่องอื่นๆ มากเข้า แล้วกลับมาอ่านสุภาษิตสอนหญิงอีกครั้งหนึ่ง ก็เกิดความสงสัยขึ้นทุกทีว่า "สุภาษิตสอนหญิง" นี้ น่าจะผิดฝีปากสุนทรภู่เสียแล้ว

               สุภาษิตสอนหญิงนี้น่าอ่านก็จริงแต่ถ้าพูดถึงอรรถรสของบทกลอนแล้วสู้คำกลอนเรื่องอื่นๆ ของท่านสุนทรภู่ไม่ได้เลย สำนวนโวหารบางบทบางตอนไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีปากท่านสุนทรภู่ ยิ่งอ่านก็ยิ่งติดใจสงสัยจนปักใจไม่เชื่อเอาเลยทีเดียวว่าเป็นฝีปากท่านสุนทรภู่

ข้อสังเกตที่ขาดหลักฐาน

               ต่อมาไม่ช้าก็ได้อ่านหลักฐานที่คุณ ธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้แสดงหลักฐานพิสูจน์ว่า "นิราศพระแท่นดงรัง" ฉบับสำนวนที่ขึ้นต้นว่า "นิราศร้างห่างไกลอาลัยหวน" ซึ่งสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวว่าเป็นนิราศสุนทรภู่นั้น แท้จริงหาใช่ฝีปากสุนทรภู่ไม่ เป็นฝีปากของศิษย์สุนทรภู่คนหนึ่งคือ หมื่นพรหมสมพักศร (มี) ต่างหาก เป็นการหักล้างความเห็นของเจ้านายนักปราชญ์ใหญ่ทีเดียว
นี่ก็แสดงว่าเรื่องวรรณคดีโบราณ อันไม่ปรากฏนามผู้แต่งนั้น นับเป็นวิชาโบราณคดีเรื่องหนึ่งอาจจะมีผู้พบหลักฐานพิสูจน์ได้ใหม่ว่าเป็นของใครแต่งไว้ ไม่จำเป็นจะต้องตรงกับวันที่เคยเชื่อถือกันมาแต่เดิมก็ได้

               เมื่อได้คิดเห็นเช่นนี้แล้วก็เกิดความอุ่นใจว่า ไม่เฉพาะแต่เราคนเดียวเท่านั้นที่ตั้งข้อสงสัยในความเชื่อถือเก่าๆ โดยเฉพาะในทางวรรณคดี ผู้อื่นก็คิดเหมือนกัน แต่ที่ยังว่าอะไรตามกันไปอยู่เหมือนเดิมนั้นอาจเป็นเพราะยังไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างได้เท่านั้น แต่ถ้าผู้ใดมีหลักฐานแน่ชัดแล้วก็ย่อมแสดงหลักฐานออกมาคัดค้านหักล้างได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรงที่เรียกว่าศิษย์คิดล้างครูอะไรเลย

               ต่อมาอีกหลายปีก็ได้อ่านบทความของ คุณเทพ การะเกต ผู้ล่วงลับไปแล้วได้เขียนบทความลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ "วิทยาสาร" แสดงความเห็นว่า สุภาษิตสอนหญิงไม่ใช่ฝีปากสุนทรภู่เพราะสำนวนกลอนไม่ถึงขั้น แต่มิได้แสดงหลักฐานอะไรไว้เพียงแต่ฝากข้อสังเกตไว้เท่านั้น
บทความนี้ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจที่มีเพื่อนร่วมคิดอีกคนหนึ่ง ที่มีความเห็นอย่างเดียวกัน ไม่ใช่คิดโด่งไปคนเดียวทำให้มีกำลังใจที่จะศึกษาค้นคว้าต่อไปอีก

หลักฐานเพิ่มเติม

               แต่การศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้รู้สึกว่าจะยากลำบากอยู่เพราะ สุภาษิตสอนหญิง ไม่ได้บอกไว้ว่าแต่งเมื่อไร เราจะได้ใช้เป็นหลักสืบค้นต่อไปว่าตอนนั้นท่านสุนทรภู่มีบรรดาศักดิ์เป็น ขุนสุนทรโวหาร แล้วหรือยัง ถ้าเป็นขุนสุนทรโวหารแล้วก็ย่อมจะไม่ออกนามเดิมของตนเองว่า "ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง" เป็นแน่นอน ท่านจะต้องออกนามบรรดาศักดิ์ของท่านเพราะถือกันเป็นธรรมเนียมเคร่งครัดนักแต่ครั้งโบราณว่านามบรรดาศักดิ์เป็นนามพระราชทานพระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งให้ เป็นนามมีสิริมงคลสูงสุดอันใครๆ จะต้องเคารพยกย่อง คนอื่นก็ต้องเรียกนามบรรดาศักดิ์ ตนเองก็ต้องออกชื่อนามออกบรรดาศักดิ์ จะออกนามอื่นที่พ่อแม่ตั้งให้ไม่ได้ ถึงแก่มีกฎหมายให้ฟ้องร้องผู้ที่ไม่เรียกนามบรรดาศักดิ์ ไปเรียกชื่อเดิมถือว่าดูหมิ่นพระบรมราชโองการทีเดียว

               เพราะฉะนั้น ถ้าท่านสุนทรภู่แต่งสุภาษิตสอนหญิงเมื่อมีบรรดาศักดิ์แล้ว ท่านจะต้องบอกนามบรรดาศักดิ์ของท่าน สุนทรภู่นั้นแม้จะไปบวชอยู่ออกจากราชการนานถึง ๑๘ ปีแล้ว ท่านก็ยังเรียกตัวท่านว่า "สุนทรทำคำประดิษฐ์นิมิตฝัน" อยู่ในเรื่อง รำพันพิลาป ท่านก็ยังทะนงในนามพระราชทานนั้นอยู่เสมอ

               เหมือนพระพนมสารนริทร์ (กลึง เจ้าเมืองพนมสารคาม) พ้นจากนามบรรดาศักดิ์แล้ว ก็ยังเรียกนามว่า นริทร์กลึง อยู่ ก็เมื่อเช่นนี้แล้ว ถ้าสุนทรภู่แต่งจริงก็จะต้องแต่งก่อนได้บรรดาศักดิ์ เป็นขุนสุนทรโวหาร นิราศเมืองแกลง ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า สุนทรภู่แต่งเมื่ออายุ ๒๑ ปี ใน พ.ศ. ๒๓๕๐ สมัยรัชกาลที่ ๑ พอปลายปี พ.ศ. ๒๓๕๐ ก็แต่งนิราศพระบาท ตอนนี้ท่านยังไม่ได้เป็นขุนสุนทรโวหาร ครั้นถึง พ.ศ. ๒๓๕๓ อายุได้ ๒๔ ปี ท่านจึงได้มีโชคเป็น ขุนสุนทรโวหาร

               เพราะฉะนั้นถ้าสุนทรภู่แต่งสุภาษิตสอนหญิงจริง ก็จะต้องแต่งในรัชกาลที่ ๑ ไม่เกิน พ.ศ. ๒๓๕๒ สุนทรภู่จะมีอายุไม่เกิน ๒๓ ปี
เหตุนี้จึงเป็นเหตุผลประกอบการแรกที่ไม่น่าเชื่อว่า สุนทรภู่จะแต่งสุภาษิตสอนสตรีเมื่อท่านมีอายุเพียง ๒๓ ปี เพราะถ้อยคำสำนวนในสุภาษิตสอนหญิงนั้น น่าจะเป็นถ้อยคำและความคิดของผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อคนแล้วมากกว่า  ยิ่งกว่านั้น เมื่อเอาสุภาษิตสอนหญิงไปเปรียบเทียบกับนิราศเมืองแกลง ซึ่งควรจะแต่งใกล้ๆ กัน สำนวนกลอนก็ต่างกันมาก

เพราะเหตุนี้ การศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้จึงเป็นของยากอยู่มาก เพราะขาดหลักฐานดังกล่าวแล้วคือ ปีที่แต่งสุภาษิตนี้

               ต่อมาเมื่อคืนวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ รายการโทรทัศน์ช่อง ๔ คุณ สถิตย์ เสมานิล ได้มาออกรายการ ชมรมวรรณศิลป์ ได้แสดงผลการค้นคว้าในเรื่องนี้ว่า "สุภาษิตสอนหญิง" นั้น มิใช่ฝีปากสุนทรภู่ แต่เป็นของกวีในสมัยเดียวกันอีกท่านหนึ่งซึ่งชื่อ ภู่ เหมือนกัน กวีผู้นั้นได้แต่งกลอนเรื่อง "นกกระจาบคำกลอน" ไว้อีกเรื่องหนึ่งก็เพราะนายภู่กวีคนใหม่นี้ได้บอกไว้ในเรื่องนกกระจาบนี้เอง ดังกลอนว่า

ข้าพเจ้าเล่าก็ครือชื่อนายภู่
พึงรู้เรื่องทำคำอักษร
แต่มิใช่นายภู่ครูสุนทร
นามกรนั้นไปพ้องเข้าสองนาม
ท่านผู้รู้ภู่สุนทรกลอนเหมาะ
ชั่งไพเราะคำสุภาพไม่หยาบหยาม
เรื่องโคบุตรพระอภัยได้ใจความ
ท่านว่าตามปรีชาปัญญาญาณ

และอีกตอนหนึ่งได้กล่าวถึงสุนทรภู่ไว้ว่า

ขอเดชะพระภู่เป็นครูเฒ่า
จงช่วยเราคิดทำคำสยาม
พอสดับกรับกลอนไม่งอนงาม
ช่วยแต่งตามเติมต่อให้พอฟัง
อันถ้อยคำกล่าวกลอนสุนทรภู่
เขาย่อมรู้ชำนาญการข้างหลัง
จนขึ้นชื่อลือโผงออกโด่งดัง
ผู้ได้ฟังเรื่องลิขิตก็ติดใจ
ผลการค้นคว้าของคุณ สถิตย์ เสมานิลนี้ ทำให้เกิดความอุ่นใจยิ่งขึ้น ๓ ประการ คือ

๑.   มีผู้ไม่เชื่อว่าสุภาษิตสอนหญิงเป็นฝีปากสุนทรภู่ เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยก็ ๔ คน ที่มีใจสงสัยตรงกันคือ คุณ เทพ การะเกตุ, คุณ ธนิต อยู่โพธิ์, น.อ. แย้ม ประพันธ์ทอง, และคุณ สถิตย์ เสมานิล

๒.   มีเพื่อนร่วมศึกษาค้นคว้าว่าเป็นฝีปากของผู้ใดอีก ๑ คน อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว

๓.   ผลการค้นคว้าของคุณ สถิตย์ ได้ผลว่ามีกวีร่วมสมัยสุนทรภู่อีกท่านหนึ่ง ชื่อ ภู่ อยู่เรือเที่ยวค้าขาย เป็นผู้แต่งสุภาษิตสอนหญิง
เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้จึงต้องยกความดีให้ คุณ สถิตย์ เสมานิล

ลักษณะคำกลอนสุนทรภู่

               เมื่อได้กล่าวว่า "สุภาษิตสอนหญิง" ไม่ใช่ฝีปากสุนทรภู่ เป็นของกวีอื่นที่ชื่อ ภู่ เหมือนกัน คุณ สถิตย์ เสมานิล พยายามพิสูจน์ว่าเป็นของกวีชื่อภู่ ที่แต่งเรื่อง นกกระจาบแต่การที่จะกล่าวว่าไม่ใช่ฝีปากสุนทรภู่ลอยๆ นั้นไม่ได้ ควรจะเปรียบเทียบให้เหตุผลว่าแตกต่างกันอย่างไรด้วย จึงจะสมควร แต่ก่อนที่จะยกเอากลอนสุภาษิตสอนหญิงมาเปรียบเทียบกับกลอนสุนทรภู่ให้เห็นความแตกต่างกันเราก็ควรจะหยิบยกเอาคำกลอนสุนทรภู่มาพิจารณาเสียก่อนว่า คำกลอนสุนทรภู่นั้นมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษอย่างไรแล้วจึงค่อยเอากลอนสุภาษิตสอนหญิงมาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างกันต่อไปในภายหลัง

อันลักษณะคำกลอนสุนทรภู่นั้น ถ้าเราจะอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วก็จะสังเกตเห็นลักษณะเด่นเป็นพิเศษ ๑๑ ประการ คือ

               ๑.   หลั่งไหล

               ๒.   ไว้สง่า

               ๓.   ภาษาตลาด

               ๔.   สัมผัสพราว

               ๕.   เท้าความหลัง

               ๖.   ฟังแจ่มแจ้ง

               ๗.   แสดงอุปไมย

               ๘.   ใช้คำตาย

               ๙.   ระบายอารมณ์

               ๑๐.คำคมสุภาษิต

               ๑๑.แนวคิดของกวี

คำเหล่านี้ ผมได้คิดตั้งชื่อขึ้นเองตามลักษณะคำกลอนของท่าน

ยังมีต่อ

สวัสดี
ศิริพงศ์  ครุพันธ์กิจ
๗ ธันวาคม ๒๕๕๒
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF