มนต์นัทธ์ | แหล่งสนทนา | ผลงานพ่อครู | เกี่ยวกับมนต์นัทธ์ | แผนผังเว็บไซต์


ธันวาคม 20, 2014, 22:44:55 *

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หัวข้อสนทนารวม   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
ข่าว:
กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อนมาเรือนพระภรตมุนี  :
 อย่าหวังอะไรกับการเยี่ยมเยือนเรือนพระภรตมุนี


กระทู้แนะนำ  : สงสัยหรือริษยาไม่ทราบ

 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ใครกันแน่แต่งสุภาษิตสอนหญิง ตอนที่ ๒  (อ่าน 2501 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 16
กระทู้: 4,052



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2009, 22:37:21 »

ใครกันแน่แต่งสุภาษิตสอนหญิง

ลักษณะกลอนสุภาษิตสอนหญิง

               เมื่อได้กล่าวถึงลักษณะคำกลอนสุนทรภู่แล้ว ต่อไปก็ควรจะพิจารณาถึงลักษณะคำกลอนสุภาษิตสอนหญิง ว่ามีลักษณะเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

๑.หลั่งไหล

               คำกลอนสุภาษิตสอนหญิง ไม่มีลักษณะหลั่งไหลพรั่งพรู เป็นคำกลอนที่ยังดีไม่ถึงขนาดของสุนทรภู่ คำกลอนมีลักษณะสัมผัสกระโดด ซึ่งสุนทรภู่ไม่นิยมใช้

"ขอเจริญเรื่องตำรับฉบับสอน
ชาวประชาราษฎรสิ้นทั้งหลาย
อันความชั่วอย่าให้มัวมีระคาย
จะสืบสายสุริยวงศ์เป็นมงคล..."

               ลักษณะกลอนสัมผัสกระโดด "อันความชั่วอย่าให้มัวมีระคาย" อย่างนี้สุนทรภู่ไม่นิยมใช้เลย "ชาวประชาราษฎรสิ้นทั้งหลาย" วรรคนี้เกือบจะไม่ใช่กลอน เพราะไม่มีสัมผัสในเลย "จะสืบสายสุริยวงศ์เป็นมงคล" นั้นความมัวเต็มที ถ้าไม่ใช่เลศนัยอย่างอื่น ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า
 
"เป็นสาวแส้แร่รวยสวยสะอาด
ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า
แม้แตกร้าวรานร่อยถอยราคา
จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง..."

               กลอนบทนี้เรียกว่ากลอนพาไป เพราะความในคำกลอนแรกไม่รับส่งกับความในคำที่สอง มณีแตกร้าวแล้วจะว่ากลิ่นหอมหายจากกายนางไม่รับกัน คำกลอนอย่างนี้ไม่เคยปรากฏในคำกลอนสุนทรภู่

๒.ไว้สง่า

               คำกลอนสุภาษิตสอนหญิงไม่ไว้สง่าเลย ตลอดเรื่องไม่กล่าวอะไรด้วยความภาคภูมิไว้สง่าว่าเป็นคำของกวีชั้นครูเลย ขึ้นต้นก็ไหว้พระรัตนตรัย ซึ่งสุนทรภู่บวชอยู่ยังไม่ไหว้เลย คำที่ใช้ก็ไม่สง่าไม่ไพเราะ

"ประนมหัตถ์นมัสการขึ้นเหนือเศียร
ต่างประทีปโกสุมประทุมเทียน
จำนงเนียรน้อมบาทพระศาสดา
อันเป็นมิ่งโมลีทั้งสี่ทวีป
ดังประทีปส่องทั่วทุกทิศา
ก็ล่วงลับดับไปนัยนา
สู่มหาห้องนิพพานสำราญรมย์.."

               คำไหว้ครูนี้ก็ไม่สง่าไม่ไพเราะ ขาดสัมผัส ความก็เคลือบคลุม "จำนงเนียรน้อมบาทพระศาสดา" ก็ดี "ก็ล่วงลับดับไปนัยนา" ก็ดี ความไม่กระจ่างชัด ภาษาก็ไม่สูงส่งมีสง่า ข้อสำคัญก็คือตลอดเรื่องไม่ไว้สง่าแบบสุนทรภู่เลย แม้แต่ตอนที่บอกชื่อของตนก็ต่างกัน

สุนทรภู่กล่าวว่า

"ฉันชื่อภู่รู้เรื่องประจักษ์แจ้ง
จักสำแดงความประดิษฐ์คิดถวาย
ตามสติริเริ่มเรื่องนิยาย
ให้เพริดพรายพริ้งเพราะเสนาะกลอน..."

               คุยว่ารู้เรื่องอย่างประจักษ์แจ้ง จะแต่งกลอนให้ไพเราะเพราะพริ้งทีเดียว แต่สุภาษิตสอนหญิง กลับกล่าวอย่างถ่อม

"ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง
ขอประคองคุณใส่ไว้เหนือผม
ให้ประเสริฐเลิศล้ำด้วยคำคม
โดยอารมณ์ดำริรักชักภิปราย.."

               คือไหว้พระรัตนตรัย เอาคุณพระรัตนตรัยมาใส่ไว้เหนือผม เพื่อให้คุณพระรัตนตรัยบันดาลให้ "คำกลอนประเสริฐเลิศล้ำ" ซึ่งผิดกับสุนทรภู่ จะขึ้นต้นเดินกลอนอย่างสง่า ภูมิฐานสมเป็นกวีชั้นครู

"สุนทรภู่ทำคำประดิษฐ์นิมิตฝัน
พึ่งพบเห็นเป็นวิบัติมหัศจรรย์
จึงจดวันเวลาด้วยอาวรณ์
แต่งไว้เหมือนเตือนใจจะให้คิด
ในนิมิตเมื่อภวังค์วิสังหรณ์.."

๓.ภาษาตลาด

               คำกลอนสุภาษิตสอนหญิง ก็สอนหญิงทั่วไป แต่กลับใช้ศัพท์แสงสูงๆ ไม่ใช้ภาษาตลาด ไม่ใช้ภาษาพูดธรรมดา
กลอนบางแห่งจึงฟังฝืดๆ ฝืนๆ ไป เพราะใช้คำสูงในที่ไม่ควรใช้ ผิดลักษณะคำกลอนสุนทรภู่ ซึ่งท่านไม่ชอบใช้ศัพท์สูงในที่ไม่ควรใช้ ท่านชอบใช้ภาษาตลาดเป็นพื้น แต่คำกลอนสุภาษิตสอนหญิงใช้ศัพท์สูงหลายแห่ง

"ถ้าแม้นว่าภัสดาเข้าไสยาสน์
จงกราบบาททุกครั้งอย่าพลั้งหลง..."

"ด้วยชนกชนนีมีพระเดช
ได้ปกเกศเกศามาจนใหญ่
อุ้มอุทรป้อนข้าวมาเท่าไร
หวังจะได้พึ่งพาธิดาดวง.."

               จะได้เห็นว่าใช้ศัพท์สูงในที่ไม่ควรใช้อยู่หลายแห่ง ฟังดูจึงไม่ใช่กลอนตลาด

๔.สัมผัสพราว

               สุภาษิตสอนหญิง มีสัมผัสในแบบกลอนสุนทรภู่ก็จริง แต่ไม่พราวเหมือนกลอนสุนทรภู่ ชนิดที่เรียกว่ากลอนกระทบกันกราวเหมือนสุนทรภู่ไม่ค่อยมี กลอนที่ใช้ก็มีที่สัมผัสกระโดดมากแห่ง ผิดลักษณะคำกลอนสุนทรภู่มาก

"มีหญิงพวกหนึ่งนั้นทำปั้นเจ๋อ
ทำเป้อเย้อหยิ่งเกินกันภูมิฐาน
ไม่เจียมตนเลยว่าตนต่ำสันดาน
เห็นที่ท่านเป็นขุนนางอ้างเอามา.."

               จะเห็นได้ชัดว่าคำกลอนข้างบนนี้ ขาดลักษณะสัมผัสใน และ "ไม่เจียมตนเลยว่าตนต่ำสันดาน" นั้นเป็นกลอนสัมผัสกระโดด สุนทรภู่ไม่นิยม โดยเฉพาะ "ตน" สัมผัส "ตน" คำเดียวกันไม่เคยเห็นสุนทรภู่ใช้เลย

๕.เท้าความหลัง

               คำกลอนสุภาษิตสอนหญิงนี้ ดูช่างเงียบงำเสียจริงๆ ไม่ปริปากเท้าถึงความรักความหลังอะไรไว้เลย ผิดวิสัยสุนทรภู่ ท่านอดอยู่ไม่ได้ ยิ่งแต่งสุภาษิตสอนหญิงด้วยแล้วท่านจะต้องกล่าวถึงหญิงที่ท่านเคยรัก หรือหญิงเจ้านายที่ท่านนับถือเป็นแบบอย่างบ้าง ท่านจะต้องทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็นเสมอ แต่สุภาษิตสอนหญิงนี้ไม่มีเสียเลย อ่านตั้งแต่ต้นจนจบไม่พบร่องรอยความหลังของท่านเลย จะว่าแต่งสุภาษิตไม่ควรจะกล่าวถึงเรื่องของตนเอง แต่เราก็จะเห็นว่า เพลงยาวถวายโอวาทก็ดี สวัสดิรักษาก็ดี ล้วนแต่มีร่องรอยเท้าความหลังของท่านอยู่ทั้งสองเรื่อง ถ้าสุนทรภู่แต่งสุภาษิตสอนหญิง ท่านจะต้องกล่าวอะไรถึงความหลังไว้บ้างเป็นแน่ แต่นี่กลับไม่มีเลย

๖.ฟังแจ่มแจ้ง

               คำกลอนสุภาษิตสอนหญิงนี้ บางตอนก็ยังมัวๆ อยู่ ถ้อยคำไม่แจ่มกระจ่าง นัก ถ้าเปรียบกับคำกลอนสุภาษิตสุนทรภู่ในเรื่องอื่นๆ ก็สู้ไม่ได้

"เมื่อสุกงอมหอมหวนจึงควรหล่น
อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่
อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี
เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์.."

               ที่จริงกลอนตอนนี้ก็น่าฟัง แต่ถ้าเป็นคำกลอนสุนทรภู่จริงท่านจะว่าแจ่มกระจ่างกว่านี้ ไม่มีที่เคลือบคลุมเลยว่า อะไรสุกงอมหอมหวน ท่านจะต้องกล่าวถึงผลมะม่วงว่าไม่ควรชิงสุกก่อนห่าม ดังคำว่า "น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว แหวกว่ายกอบัวอยู่ไหวไหว" ก็รู้อยู่ว่าปลาแต่ก็จะต้องว่าลงไปให้ชัดเจน "น้ำใสไหลเย็นแลเห็นปลา แหวกว่ายปทุมาอยู่ไหวไหว" ดังนี้เป็นต้น สุนทรภู่เป็นผู้พิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำมาก ไม่เอาแต่เพียงเป็นกลอนเท่านั้น คำกลอนนั้นต้องแจ่มชัด ไม่ให้มีที่เคลือบคลุมได้ จึงไม่น่าเชื่อคำกลอนสุภาษิตสอนหญิงจะเป็นฝีปากท่านสุนทรภู่

๗.แสดงอุปไมย

               คำอุปมาอุปไมยนี้ รู้สึกว่าสุนทรภู่ถนัดมาก ในเชิงอุปไมยโวหาร แต่สุภาษิตสอนหญิงนี้เป็นชนิดอุปมาโวหาร

"อันตัวนางเปรียบอย่างปทุมเมศ
พึงประเวศผุดพ้นชลสาย
หอมผกาเกษรขจรขจาย
มิได้วายภุมรินถวิลปอง.."

               การเอานางไปเปรียบดอกบัวพึ่งพ้นน้ำนั้นเป็นอุปมาโวหารผิดกับสุนทรภู่ท่านมักชอบใช้อุปไมยโวหาร คือยกเอาสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบ

"ประเพณีตีงูให้หลังหัก
มันก็มักทำร้ายเมื่อภายหลัง
จระเข้ใหญ่ไปถึงน้ำมีกำลัง
อันเสือขังเข้าถึงดงก็คงร้าย
อันแม่ทัพจับได้แล้วไม่ฆ่า
ต่อภายหน้าศึกจะใหญ่ขึ้นใจหาย."

               สุนทรภู่จะยกเอาสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบเชิงอุปไมยโวหารเช่นนี้เสมอ ถ้าจะใช้อุปมาโวหาร ท่านก็เปรียบหลายอย่าง ไม่เปรียบสิ่งเดียว

"แม้นเป็นถ้ำน้ำใจใคร่เป็นหงส์
จะได้ลงสิงสู่ในคูหา
แม้เนื้อเย็นเป็นเทพธิดา
พี่ขออาศัยเสน่ห์เป็นเทวัญ
แม้นเป็นไม้ให้พี่นี้เป็นนก
จะได้กกกิ่งไม้ในไพรสัณฑ์."

๘.ใช้คำตาย

               สุภาษิตสอนหญิงใช้คำตายเหมือนกันมีอยู่ ๒-๓ แห่ง แต่ใช้ไม่ได้แนบเนียนเท่ากลอนสุนทรภู่

"ช่างกระไรใจคนมันอดได้
ดูเหมือนไม่มีจิตผิดมนุษย์
จึงเกรงกลัวตัวเมียนี้แสนสุด
ถ้ามนุษย์แล้วไม่เป็นเช่นนี้เลย.."

               กลอนตอนนี้ดูเหมือนจะอับจนแก่ถ้อยคำ ต้องใช้เสียงต่ำในที่เสียงสูง คือ มนุษย์ในวรรคที่สอง และในวรรคท้ายก็ยังใช้มนุษย์อีกครั้งหนึ่ง อ่านทั้งบทแล้วคำกลอนบทนี้ตะกุกตะกักเต็มที่ ผิดลักษณะคำกลอนสุนทรภู่

"มือก็ไวใจก็กล้าหน้าก็ด้าน
ถึงเอาขวานเข้าไปถากไม่อยากเจ็บ
แต่ผ้าขาดก็ไม่ปรารถนาเย็บ
ขี้เกียจเก็บทิ้งขว้างไว้กลางเรือน.."

               คำกลอนนี้ก็ว่าความข้ามไป ตอนแรกว่าถึงมือไวใจกล้าหน้าด้าน ตอนสองว่าถึงความเกียจคร้าน ความไม่รับกัน สุนทรภู่จะไม่แต่งกลอนที่ข้ามความเช่นนี้ในบทเดียวกัน เช่น

"ยุพยงทรงฟังพระสังฆราช
เชิงฉลาดไหว้ว่าสาธุสะ
อันทำศึกนึกจะได้ชัยชนะ
มิใช่จะจงใจเป็นไมตรี.."

               กระบวนกลอนตายด้วยกันแล้วก็ไม่มีใครว่าได้สนิทหูเหมือนสุนทรภู่แสดงถึงความเป็นกวีมีฝีปากจริงๆ แต่กลอนสุภาษิตสอนหญิงสู้ไม่ได้ไม่มีเค้าสุนทรภู่เอาเลย

๙.ระบายอารมณ์

               สุภาษิตสอนหญิงก็มีระบายอารมณ์กวีไว้เหมือนกัน แต่ดังได้กล่าวแล้วว่า อารมณ์กวีแตกต่างกันตามตัวกวี อารมณ์ในสุภาษิตสอนหญิงจึงไม่มีอารมณ์รัก  อารมณ์หลง อารมณ์สงสาร อันเป็นลักษณะอารมณ์ของสุนทรภู่ แต่สุภาษิตสอนหญิงกลับมีอารมณ์โกรธ อารมณ์เกลียด และอารมณ์เหยียดหยาม ผิดอารมณ์ของท่านสุนทรภู่ ท่านสุนทรภู่ไม่เคยแสดงอารมณ์โกรธเกลียดและเหยียดหยามสตรีเพศเลย มีแต่รักใคร่ หลงใหล สงสาร เห็นอกเห็นใจ ให้อภัยแม้ว่าจะถูกความรักทำให้ชอกช้ำใจ แต่ในสุภาษิตสอนหญิงนี้ กลับแสดงอารมณ์โกรธ เกลียด และเหยียดหยามสตรีเพศอยู่ อารมณ์เช่นนี้ไม่ใช่อารมณ์สุนทรภู่เป็นแน่

"เหมือนเช่นเราแล้วไม่ต้องให้ตีตบ
คงสู้รบโต้ตอบให้เข้มขัน
จะตีถองเสียให้ยับไล่จับกัน
อย่าร้างมันเสียให้ค้างอยู่กลางคัน"

               นี่คืออารมณ์โกรธ ซึ่งไม่ปรากฎในอารมณ์สุนทรภู่ อีกอย่างหนึ่ง กลอนนี้ก็นับว่าใช้ไม่ได้เลย กลอน "อัน" แล้วลงท้ายว่า "อัน" อีกเช่นนี้ สุนทรภู่ไม่เคยใช้ "คงสู้รบโต้ตอบให้เข้มขัน" ก็ขาดสัมผัสในทั้งวรรค ไม่เห็นสุนทรภู่ใช้

"แม้นชั่วช้าใครเขาว่าแล้วโกรธเขา
นินทาเราผู้แต่งแถลงไข
ให้วิบัติซัดซ้ำระยำไป
ให้ตกใต้เทวทัตเพราะขัดเคือง.."

               อารมณ์กลัวว่าเขาจะโกรธแล้วนินทาผู้แต่งนี้ จนกระทั่งแช่งเอาไว้ไม่เคยปรากฏในอารมณ์สุนทรภู่ แช่งแรงๆ ให้ตกนรกใต้เถรเทวทัตก็ไม่เคยมี อย่างเก่งท่านก็ว่าอย่างมีเมตตาจิตว่า

"เพราะสิ้นน้องสองลิ้นดูหมิ่นชาย
ให้เป็นม่ายเท้งเต้งวังเวงใจ.."

               หรือเพียงแต่ให้ฟั่นเฟือนเป็นบ้าในชาตินี้เท่านั้น ไม่เคยสาปแช่งถึงชาติหน้า ซึ่งเป็นคำสาปแช่งที่หนัก ขาดเมตตาจิต

"อนึ่งมนุษย์อุตริติต่างต่าง
แล้วเอาอย่างเทียบทำคำอักษร
ให้ฟั่นเฟือนเหมือนเราสาปในกาพย์กลอน
ต่อโอนอ่อนออกชื่อจึงลือชา.."

               สุภาษิตสอนหญิงนี้  มีอารมณ์อีกอย่างหนึ่งคือ อารมณ์ที่รังเกียจ เกลียดชังผู้หญิงร้ายๆ  มีอยู่หลายตอน

"พูดก็มากปากก็บอนแสนงอนนัก
เห็นเขารักกันไม่ได้ใจอิจฉา
เที่ยวรอนรานจนเพื่อนบ้านเขาระอา
นั่งที่ไหนนินทาเขาเป็นแดน.."

               ถ้าเราอ่านคำกลอนสุนทรภู่แล้ว จะไม่พบอารมณ์ที่เกลียดชังสตรีอย่างนี้อยู่ มีแต่ความรักความสงสารและเห็นใจ
ยิ่งกว่านั้น คำกลอนสัมผัสกระโดดอย่างนี้เกือบจะเป็นลักษณะเด่นของสุภาษิตสอนหญิง

"เที่ยวรอนรานจนเพื่อนบ้านเขาระอา
นั่งที่ไหนนินทาเขาเป็นแดน.."

               แต่กลอนกระโดดอย่างนี้สุนทรภู่ไม่นิยมใช้เลย กลอนของสุนทรภู่มีลักษณะสัมผัสในราบเรียบกว่ามาก จะเห็นได้ว่าทั้งอารมณ์กวีและสำนวนกวีที่ปรากฏในสุภาษิตสอนหญิงนี้ผิดฝีปากสุนทรภู่มากนัก

๑๐.คำคมสุภาษิต
สุภาษิตที่มีอยู่ในกลอนสตรีนี้มีลักษณะแตกต่างกับที่สุนทรภู่กล่าวไว้ในที่อื่นกล่าวคือ สุภาษิตสอนหญิงว่าไว้อย่างหนึ่งสุทรภู่ว่าไว้อีกอย่างหนึ่ง คือ
สุภาษิตสอนหญิง

"อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้กายสูง
ดูเยี่ยงยูงยังมีแววที่วงหาง..."

               คำตอนนี้ก็มัวไม่ชัดเจน ความไม่รับกัน

สุนทรภู่

"อันตัวต่ำทำใจเฝ้าใฝ่สูง
เหมือนนกยูงมุ่งเมฆเมืองสวรรค์.."

               จะเห็นว่าของสุนทรภู่ความชัดเจนกว่าความก็รับกันด้วย กลอนก็มีสง่ากว่า

สุภาษิตสอนหญิง

"เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก
จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา
จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ.."

สุนทรภู่

"ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
ถ้าพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา..."

จะเห็นได้ว่าของสุนทรภู่ ความกะทัดรัดกว่า คำกลอนก็ไพเราะกว่าด้วย

สุภาษิตสอนหญิง

"รู้อะไรให้รู้เป็นครูเขา
ถึงจะเบาแรงตนเร่งขวนขวาย..."

สุนทรภู่

"รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี..."

               คำของท่านสุนทรภู่ลึกซึ้งกว่า ไม่ใช่รู้เป็นครูเขาเท่านั้น แต่ต้องรู้วิชาที่รักษาตัวรอดจากทุกข์ภัยด้วย

๑๑.แนวความคิดของกวี

               เรื่องแนวความคิดของกวีนี้ นับเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้อรรถรสของบทกวีลึกซึ้งแตกต่างกัน เพราะบทกวีย่อมประกอบด้วยแนวคิดของกวีสอดแทรกไว้กวีมีแนวคิดในเรื่องชีวิต เรื่องของเศรษฐกิจ การปกครอง เรื่องของศาสนา และเรื่องของสังคมในโลกนี้อย่างไร เขาย่อมแสดงไว้ในบทกวีนั้นเสมอ เมื่อกวีมีแนวคิดแตกต่างกันจึงทำให้บทกวีแตกต่างกันออกไป

               หลักการอันนี้ เราอาจเอามาเป็นเครื่องตรวจสอบบทกวีโบราณได้ว่าบทกวีนั้นควรจะเป็นของผู้ใดแต่งไว้ ดังเช่นสุภาษิตสอนหญิงนี้ เป็นต้น เมื่อเราได้ศึกษาชีวิตและการงานของท่านสุนทรภู่โดยตลอดแล้ว มาอ่านสุภาษิตสอนสตรีนี้จะรู้สึกได้อย่างหนึ่งว่า แนวความคิดที่มีอยู่ในสุภาษิตสอนสตรีนี้ ไม่น่าจะเป็นของท่านสุนทรภู่

               ๑.ประการแรก สุนทรภู่ไม่มีบุตรสาวที่จะต้องห่วงใย จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะมาแต่งกลอนสอนสตรี การแต่งกลอนสอนสตรีเป็นอารมณ์ของชายสูงอายุ ที่มีบุตรสาว มีความห่วงใยบุตรสาวของตนอยู่ในจิตใต้สำนึก ทำให้เกิดความบันดาลใจในการแต่งกลอนสอนสตรี แต่สุนทรภู่ไม่มีเหตุจูงใจเช่นนี้

               ๒.ประการที่สอง สุนทรภู่มีแต่อารมณ์รัก อารมณ์หลง อารมณ์เสน่ห์หาอาลัยอยู่ในสตรีเพศเพื่อบ้ำรออารมณ์ทางเพศของตนแต่ประการเดียว อารมณ์เช่นนี้จะไม่เกิดความคิดที่จะสั่งสอนสตรีให้รักตัวสงวนตัวไว้เพื่อชายอื่น อารมณ์สุนทรภู่ในด้านสตรีเพศไม่เติบโตพอที่จะคิดสอนสตรีในฐานะพี่ชายหรือบิดาของหญิง สุนทรภู่มองสตรีเพศเป็นเพียงดอกไม้ประดับโลกให้สวยงาม สำหรับภมรจะได้ดมดอมให้ชื่นใจเท่านั้น สุนทรภู่นั้นแม้บวชเป็นพระอยู่วัดเทพธิดายังแต่งกลอนเกี้ยวเจ้านายสาวๆ ไว้ในรำพันพิลาป สุนทรภู่ไม่มีอารมณ์สงบพอที่จะสอนสตรีได้

               ๓.ประการที่สาม สุนทรภู่จะแต่งกลอนสุภาษิตบ้างก็แต่งแต่สอนบุรุษเท่านั้นและสอนเฉพาะแต่เจ้านายเท่านั้นด้วย เพราะสุนทรภู่มีชีวิตคลุกเคล้าอยู่กับเจ้านาย และมีเจ้านายเล็กๆ เป็นศิษย์

               ๔.ประการที่สี่ แนวความคิดในเรื่องโลกของท่านสุนทรภู่นั้น ก็คือความไม่แน่นอน ได้แก่ชีวิตของท่านเอง "สิ้นแผ่นดิน สิ้นกลิ่นสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์..." แนวคิดในเรื่องมนุษย์ก็คือความไม่จริงใจต่อกัน "อันคดอื่นหมื่นคดกำหนดแน่ เว้นเสียแต่จิตมนุษย์สุดกำหนด" แนวคิดในเรื่องวิชาความรู้ก็คือเรื่อง "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี.." แนวคิดในเรื่องสตรีก็คือ "แม้นเนื้อเย็นเป็นเทพธิดา พี่ขออาศัยเสน่ห์เป็นเทวัญ..." เท่านั้น ไม่เคยมีแนวความคิดที่จะสั่งสอนหญิงให้รักนวลสงวนตัวไว้ให้ชายครอง อะไรทำนองนั้นเลย แนวคิดที่มองสตรีในแง่ร้ายถึงแก่เกลียดโกรธ ว่ากล่าวอย่างเสียดสีต่างๆ ก็ไม่มีปรากฎในคำกลอนของท่าน ซึ่งแนวคิดนี้จะแตกต่างกับที่มีกล่าวไว้ในเรื่องสุภาษิตสอนสตรีอย่างเห็นได้ชัด

ยังมีต่อ
สวัสดี
ศิริพงศ์  ครุพันธ์กิจ
๗ ธันวาคม ๒๕๕๒
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF