มนต์นัทธ์ | แหล่งสนทนา | ผลงานพ่อครู | เกี่ยวกับมนต์นัทธ์ | แผนผังเว็บไซต์


ธันวาคม 13, 2018, 21:43:26 *

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หัวข้อสนทนารวม   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
ข่าว:
กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อนมาเรือนพระภรตมุนี  :
 อย่าหวังอะไรกับการเยี่ยมเยือนเรือนพระภรตมุนี


กระทู้แนะนำ  : สงสัยหรือริษยาไม่ทราบ

 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ใครกันแน่แต่งสุภาษิตสอนหญิง ตอนที่ ๓  (อ่าน 3167 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,921



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2009, 23:05:42 »

ใครกันแน่แต่งสุภาษิตสอนหญิง

               เมื่อได้พยายามชี้แจงให้เห็นว่า สุภาษิตสอนหญิงไม่ใช่ฝีปากสุนทรภู่เช่นนี้แล้ว ก็มาถึงปัญหาที่ว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วใครแต่งสุภาษิตสอนหญิงเล่า?

               สุภาษิตสอนหญิงนั้นกวีที่ชื่อภู่ แต่งแน่นอน เพราะบอกชื่อไว้ตั้งแต่คำไหว้ครูว่า "ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง" ปัญหาที่มีอยู่ก็คือ ภู่ไหนเท่านั้น

กวีที่ชื่อภู่ มีอยู่ด้วยกัน ๓ คน คือ

               ๑.ภู่สุนทร คือ พระสุนทรโวหารภู่ กวีเอก เป็นกวีชั้น "อาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร" กำลังจะพิสูจน์อยู่ว่า สุภาษิตสอนหญิงไม่ใช่ฝีปากภู่คนนี้

               ๒.ภู่พ่อค้า คือ ภู่อยู่นาวาเที่ยวค้าขาย ผู้แต่งนครกาย คุณสถิตย์ เสมานิล กำลังพิสูจน์ว่า ภู่คนนี้แหละที่แต่งสุภาษิตสอนหญิง ภู่คนนี้ได้แต่งเรื่องนกกระจาบไว้อีกเรื่องหนึ่งบอกไว้ว่า "ข้าพเจ้านี่คือชื่อนายภู่" "แต่ไม่ใช่นายภู่ครูสุนทร" เพราะภู่คนนั้นเป็น "ท่านผู้รู้ภู่สุนทรกลอนเสนาะ.." แต่นายภู่คนนี้เป็น "นายภู่ครูบาไม่ปรากฏ.."

               ๓.ภู่จางวาง คือ ภู่ที่เป็นทนายข้าหลวงเดิมของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสมัยดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้เสวยราชสมบัติเป็นพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้โปรดแต่งตั้ง นายภู่จางวาง ขึ้นเป็น พระยาราชมนตรีบริรักษ์ เป็นผู้บังคับการกรมมหาดเล็ก และกรมท่า ในรัชกาลที่ ๓ ภู่คนนี้ก็เป็นกวีมีชื่อ แต่งโคลงจารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนบทหนึ่งคือโคลงบทที่ ๖๗ รูปฤาษีดัดตนแก้กษัยกล่อน ดังนี้

สิทธิกรรมนั่งน่วงเท้า      ไขว่คอ
หลังคดคู้ตัวงอ      งูบง้ำ
ตึงตลอดสอดมือพอ      ชโลงเข่า ไว้แฮ
แก้กล่อนแห้งกล่อนน้ำ      กล่อนเส้นกล่อนกษัย

พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) คนนี้แหละ ที่น่าเชื่อว่าคือนายภู่ที่แต่งสุภาษิตสอนหญิงไว้
เหตุผลในข้อสันนิษฐานก็คือ เหตุการณ์แวดล้อมต่างๆ ดังจะกล่าวต่อไป

ผู้แต่งสุภาษิตสอนหญิง

เหตุผลแวดล้อมที่ชวนเชื่อว่าพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) เป็นผู้แต่งคำกลอนสุภาษิตสอนหญิงก็คือ

               ๑.ท่านเป็นกวีที่ชื่อภู่ สุภาษิตสอนหญิงบอกชื่อผู้แต่งชัดเจนว่าชื่อภู่ ก็เมื่อสำนวนกลอนไม่น่าเชื่อว่าสุนทรภู่แต่ง และนายภู่พ่อค้าก็ไม่น่าเชื่อว่าแต่งสุภาษิตนี้ ก็เหลือภู่เดียว คือ ภู่จางวาง หรือ พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) คนนี้เท่านั้น

               ๒.ท่านเป็นจางวางข้าหลวงเดิมเป็นคนสนิทของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยอยู่ในรั้วในวัง เคยใกล้ชิดขัตติยกวีมาถึง ๒ ท่าน คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จางวางภู่ก็คงจะต้องเป็นกวีไปด้วย คงจะต้องแสดงฝีปากฝีมือทางกวีให้ปรากฏ เจ้านายจะได้โปรดปรานยกย่อง  หรืออาจจะได้รับพระราชโองการให้แต่งสุภาษิตสอนหญิงขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อนเสวยราชสมบัติก็เป็นได้ ดูอุปนิสัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงรังเกียจผู้หญิงบางจำพวกอยู่เหมือนกัน ทรงบ่นแสดงความรำคาญผู้หญิงบางคนไว้ในบทกวีของพระองค์เหมือนกัน เช่นกลบทที่จารึกวัดพระเชตุพน ก็มีอยู่ ในเรื่องนางนพมาศที่ทรงพระราชนิพนธ์แทรกไว้ก็มีในดอกสร้อยก็มีเช่น

"เจ้าช่อมะกอก         เจ้าดอกมะไฟ
เจ้าเห็นเขางาม         เจ้าตามเขาไป
เขาทำเจ้ายับ            เจ้ากลับมาใย
เขาหมดอาลัย            เจ้าแล้วหรือเอยฯ"

               ๓.พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) มีบุตรหญิง ๒ คน ได้รับราชการอยู่ฝ่ายใน อันนี้แหละอาจจะเป็นเครื่องจูงใจให้เกิดความห่วงใยบุตรี จึงได้คิดแต่งกลอนสุภาษิตสอนหญิงขึ้นก็เป็นได้ คนที่มีบุตรสาวนั้นย่อมจะมีความรักบุตรอย่างลึกซึ้ง เกิดความห่วงใยอยู่ในจิตใจ ความรักและความห่วงใยนั้นอาจจะกลั่นออกมาเป็นคำสอนจากหัวใจอย่างไพเราะเป็นบทกวีก็ได้ ถ้าผู้นั้นเป็นกวี บุตรีของพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่)นั้น ก็น่าเป็นห่วงน่าสั่งสอนเสียด้วย ดังจะได้กล่าวต่อไป

               ๔.เลือดกวีของพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่)นั้น ยังได้ถ่ายทอดไว้ให้แก่บุตรีคนหนึ่งด้วยคือ คุณพุ่ม จินตกวี หรือที่เรียกกันว่า "บุษบา ท่าเรือจ้าง" เป็นกวีมีชื่ออยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ บอกสักวาก็เชี่ยวชาญ คุณพุ่มผู้นี้เป็นบุตรีของพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่)

               ๕.การแต่งนั้นน่าจะแต่งก่อน พ.ศ. ๒๓๖๗ ก่อนพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ ก่อนจะได้เป็นพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) คือ แต่งเมื่อยังเป็นจางวางภู่ ทนายข้าหลวงเดิมอยู่ ตอนนั้นบุตรีคนหนึ่งก็ได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามในกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์อยู่แล้ว คือ เจ้าจอมน้อยพระแสงสนมเอกในรัชกาลที่ ๓

               ๖.การที่มีบุตรี ๒ คนทำราชการฝ่ายใน คนหนึ่งก็ได้เป็นเจ้าจอมเช่นนี้ น่าจะเป็นเหตุจูงใจให้แต่งกลอนสุภาษิตสอนหญิงได้อย่างดีฉะนั้น คำว่า "จงกราบบาทภัสดาอย่าพลั้งหลง" ก็ดี "จะสืบสายสุริยวงศ์เป็นมงคล" ก็ดีก็เป็นคำสอนบุตรีที่อยู่ในรั้วในวัง เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามเจ้านายชั้นสูง คำที่ใช้จึงมีความหมายเป็นเลศนัยอยู่ในตัว นับว่าท่านใช้คำถูกต้องแล้ว

"เมื่อสุกงอมหอมหวนจึงควรหล่น
อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่
อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี
เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์"

               คำกลอนนี้ก็มีความหมายลึก สำหรับบุตรีของท่านอีกคนหนึ่งคือ คุณพุ่ม เพราะยังไม่มีบุญได้เป็นเจ้าจอม "เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์" ท่านจึงปลอบใจบุตรีไว้อย่างนั้น

               เพราะฉะนั้น เมื่อท่านเป็นพระยาพานทอง มีบุตรีทำราชการฝ่ายในอยู่ในรั้วในวัง เมื่อเห็นหญิงสกุลต่ำบางคนทำทะเยอทะยานต่างๆ ท่านจึงว่าเอาแรงๆ เป็นเชิงรังเกียจเหยียดหยามว่า

"...หญิงจำพวกหนึ่งนั้นทำปั้นเจ๋อ
ทำเป้อเย้อหยิ่งเดินกันภูมิฐาน
ไม่เจียมตนเลยว่าตนต่ำสันดาน
เห็นที่ท่านเป็นขุนนางอ้างเอามา..."

               ก็พอสมกับอารมณ์ของท่านที่เป็นขุนนางผู้มีอำนาจวาสนาสูง มีบุตรีเป็นเจ้าจอมจึงย่อมจะนึกหมั่นไส้ลูกชาวบ้านร้านตลาดที่กระเย้อกระแหย่งต่างๆ อารมณ์ของท่านจึงต่างกับสุนทรภู่ ทัศนคติของท่านที่มีต่อสตรีจึงแตกต่างจากสุนทรภู่มาก ท่านมองหญิงสาวอย่างผู้ใหญ่มองเด็ก มองอย่างพ่อมองลูก และมองอย่างผู้มียศถาบรรดาศักดิ์จะมอง ความรู้สึกจึงแตกต่างกับสุนทรภู่อย่างเห็นได้ชัดตรงนี้

               ๗.ท่านเป็นกวีที่มียศมีอำนาจ ความรู้สึกจึงแข็งๆ กระด้างไป ไม่อ่อนไหว ไม่รัก ไม่หลง ไม่สงสาร ไม่ใจอ่อนอย่างสุนทรภู่ คำกลอนสุภาษิตสอนหญิงจึงฟังดูแข็งๆ ห้วนๆ ไป ไม่อ่อนหวาน ไม่ไพเราะเหมือนกลอนสุนทรภู่

พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่)

               เมื่อได้พยายามหาเหตุแวดล้อมมากล่าวเพื่อแสดงว่าพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) เป็นผู้แต่งสุภาษิตสอนหญิงแล้ว ก็สมควรจะได้กล่าวถึงประวัติของพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ประกอบด้วย

               พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่)จะเป็นบุตรผู้ใด เกิดเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานอยู่ๆ ก็ปรากฏชื่อจางวางภู่ ทนายข้าหลวงเดิมของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) เมื่อแรกเสวยราชสมบัติของรัชกาลที่ ๓ ใน พ.ศ. ๒๓๖๗ ได้ว่าการกรมมหาดเล็กว่าที่โกษาธิบดี ในกรมพระคลังมหาสมบัติฝ่ายกรมท่า แสดงว่าพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยมาก จึงได้ว่าราชการกรมสำคัญถึง ๒ กรม เมื่อแรกได้เป็นพระยาในรัชกาลที่ ๓ นั้น คงจะมีอายุอยู่ในระหว่าง ๓๕- ๔๐ ปี

พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) มีบุตรรับราชการอยู่ในรัชกาลที่ ๓ ถึง ๕ คน คือ

               ๑.เจ้าจอมน้อย พระแสง ที่เรียกว่าเจ้าจอมน้อยพระแสงนั้น เพราะเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๓ ชื่อน้อยมีอยู่ถึง ๕ ท่าน คือ
                              ๑. เจ้าจอมน้อยสุรานากง ธิดาเจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม) ผู้เป็นปู่ของสามเณรกลั่น
                              ๒.เจ้าจอมน้อยใหญ่
                              ๓.เจ้าจอมน้อยเล็กวงศ์ ณ นคร
                              ๔.เจ้าจอมน้อยลาว ชาวเวียงจันทน์
                              ๕.เจ้าจอมน้อยพระแสง เข้าใจว่ามีหน้าที่เชิญพระแสงตามเสด็จออกขุนนางนั่นเอง

               ๒.คุณพุ่ม จินตกวี เดิมถวายตัวทำราชการฝ่ายใน เป็นคนมีความรู้จัดจ้าน เป็นกวีฝีปากดี มีชื่อเสียงทางดอกสร้อยสักวาเห็นจะเป็นหญิงที่ปราดเปรื่องเกินตัว เกินสมัยนิยมไปนี่เองจึงครองตัวเป็นโสดมาจนตลอดชีวิต จนถึงรัชกาลที่ ๕ ได้อาศัยใบบุญอยู่ในกรมสมเด็จกรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูรเป็นผู้บอกสักวา อยู่ในวงของเจ้านายพระองค์นี้

               ๓.พระสารพากร (ทองรอด) ได้รับตราตติยานุกูลจุลจอมเกล้า สืบตระกูล พระยาราชมนตรีในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ จะมีทายาทสืบตระกูลต่อมาว่าอย่างไรหรือไม่ก็ไม่ทราบ

               ๔.จมื่นมหาสนิท (อ่ำ) รับราชการเป็นมหาดเล็กอยู่ในรัชกาลที่ ๕ ท่านผู้นี้มีบุตรสืบตระกูลต่อมาคือ นายพันตรีพระชำนาญครุวิทย์ (แย้ม) ได้รับพระราชทานนามสกุลในรัชกาลที่ ๖ ว่า "ภมรมนตรี" โดยทรงเอานามบรรดาศักดิ์พระยาราชมนตรี ผสมกับนามตัวว่า "ภู่" แผลงเป็นตัว ภมร รวมกันเป็น "ภมรมนตรี" พระชำนาญครุวิทย์ (แย้ม ภมรมนตรี) ได้สมรสกับสุภาพสตรีชาวเยอรมัน ชื่อ "แอลแนลลี่" มีบุตรชาย ๒ คน บุตรหญิง ๑ คน คือ

               ๑.นายวรกิจบรรหาร

               ๒.พลโทประยูร ภมรมนตรี

               ๓.นางสาวอรุณวดี ภมรมนตรี

               เพราะฉะนั้น พระยาราชมนตรี (ภู่) ก็คือ ต้นตระกูล "ภมรมนตรี" ทุกวันนี้ คุณพุ่ม จินตกวี  ควรจะเรียกเธอว่า คุณพุ่ม ภมรมนตรี
พระยาราชมนตรี (ภู่) เป็นกวีอยู่ในรัชกาลที่ ๓ จึงโปรดให้แต่งโคลงรูปฤาษีดัดตน จารึกที่วัดพระเชตุพน

               บทกวีที่เชื่อว่าท่านแต่งก็คือ สุภาษิตสอนหญิงนี้ ดังเหตุผลที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้น
และคงจะแต่งเมื่อยังเป็นจางวางภู่อยู่จึงบอกชื่อว่า "ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง" และคำสุภาษิตนั้นเป็นคำสอนสตรีชาววังทั้งสิ้น เพราะท่านผู้แต่งเป็นขุนนางอยู่ จึงควรใช้ศัพท์สูงๆ เช่นนั้น

นายภู่ อยู่นาวา

               ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า สุภาษิตสอนหญิงไม่ใช่ฝีปากสุนทรภู่ก็เพราะมีอะไรหลายอย่างที่ชวนให้เชื่อเช่นนั้น ซึ่งคิดว่าคงจะไม่ผิดแน่
แต่การที่ได้กล่าวว่าน่าจะเป็นฝีปากของพระยาราชมนตรี (ภู่ ภมรมนตรี) นั้น ก็เป็นการกล่าวด้วยใจลำเอียง หาหลักฐานอะไรยืนยันมิได้ และก็เป็นการกล่าวเมื่อยังมิได้ศึกษางานของอีกภู่หนึ่ง

               ทีนี้ก็เหลือกวีมีชื่อเหมือนกัน หากแต่เป็นราษฎรสามัญ ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์อันใดเรียกกันว่า "นายภู่ อยู่นาวา" หรือ "นายภู่ ครูบาไม่ปรากฏ" ตามที่ท่านบอกไว้เองว่า

"ข้าพเจ้าเล่าก็คือชื่อนายภู่
พึงริรู้เรื่องทำคำอักษร
แต่มิใช่นายภู่ครูสุนทร
นามกรนั้นไปพ้องเข้าสองนาม..."

และว่า

"เรานายภู่ครูบาไม่ปรากฏ
โดยกำหนดเอาแต่โง่กับโวหาร..."

               นายภู่ กวีคนนี้เป็นคนรุ่นหลังสุนทรภู่ เคยบอกสักวาอยู่ในสมัยคุณพุ่ม ภมรมนตรี นายภู่กวีคนนี้เองที่ได้แต่งกลอนไว้หลายเรื่อง เท่าที่ทราบแน่นอนแล้วในเวลานี้ก็คือ

               ๑.คำกลอนเรื่องนครกาย

               ๒.คำกลอนเรื่องพระสมุทร

               ๓.คำกลอนเรื่องนกกระจาบ

กล่าวโดยเฉพาะ นครกายคำกลอน นั้น มีคำขึ้นต้นไหว้ครู ดังนี้

"ประนมหัตถ์จัดวางขึ้นหว่างเศียร
ต่างประทีปโกสุมประทุมเทียน
จำนงเนียรน้อมพระศาสดา
อันเป็นมิ่งโมลีทั้งสี่ทวืป
ดังประทีปส่องทั่วทุกทิศา
ก็ล่วงลับดับไกลนัยนา
สู่มหาห้องนิพพานสำราญรมย์
ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง
ขอประคองคุณใส่ไว้เหนือผม
ให้ประเสริฐเลิศล้ำด้วยคำคม
โดยอารมณ์คิดเทียบคำเปรียบปราย..."

หันมาดูคำไหว้ครูในคำกลอนสุภาษิตสอนหญิง บ้าง อ่านดูแล้วก็น่าแปลกใจเหลือเกิน ท่านว่าไว้ดังนี้

"ประนมหัตถ์นมัสการขึ้นเหนือเศียร
ต่างประทีปโกสุมปทุมเทียน
จำนงเนียรน้อมบาทพระศาสดา
อันเป็นปิ่นโมลีทั้งสี่ทวืป
ดังประทีปส่องทั่วทุกทิศา
ก็ล่วงลับดับไกลนัยนา
สู่มหาห้องนิพพานสำราญรมย์
ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง
ขอประคองคุณใส่ไว้เหนือผม
ให้ประเสริฐเลิศล้ำด้วยคำคม
โดยอารมณ์ดำริรักชักภิปราย..."

               คำไหว้ครูทั้งสองเรื่องนี้ เหมือนจะคัดลอกกันมาทีเดียว เหมือนกันทั้งถ้อยคำสำนวนกลอน ความคิดทุกอย่าง ผมยังไม่เคยเห็นเลยจริงๆ ว่า จะมีกวีที่ไหนแต่งกลอนพ้องกันทั้งถ้อยคำสำนวนโดยตลอดถึง ๖ คำกลอนเช่นนี้ นอกจากกวีนั้นเป็นคนๆ เดียวกัน

               เพราะฉะนั้น กวีที่แต่งนครกายคำกลอนกับสุภาษิตสอนหญิงนี้ จะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกัน
คำไหว้ครูทั้งสองเรื่องบอกชื่อผู้แต่งไว้ว่า

"ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง"

ก็เมื่อผู้แต่งนครกายคำกลอน เราทราบกันแล้วว่า นายภู่ เป็นผู้แต่งไม่ผิดตัวแน่

               เพราะฉะนั้น นายภู่ ผู้แต่งสุภาษิตสอนหญิงก็คือคนๆ เดียวกันจึงใช้คำไหว้ครูเหมือนกันทุกอักษรเช่นนั้น
กวีอื่นที่จะมาเลียนแบบคำไหว้ครูกันเช่นนี้ ไม่มีแน่ ถ้ามีก็ไม่ใช่กวี และไม่มีจริงๆ นอกจาก นายภู่เลียนแบบนายภู่
ผู้แต่งสุภาษิตสอนหญิงก็หาใช่ใครไม่ หลักฐานยืนยันแน่ชัดอยู่ว่านายภู่ ผู้แต่งนครกายคำกลอนและนกกระจาบคำกลอน พระสมุทรคำกลอน นั้นเอง

ชัยมงคลคำกลอน อีกเรื่องหนึ่งเป็นสำนวนกลอนของนายภู่ แต่งไว้ไม่มีผิด

"เที่ยวยุแหย่เหมือนตำแยเขาเยี่ยวรด
ทนสบถคดคิดชั้นจิตเพื่อน
ใครคบไว้เหมือนเอาไฟเข้าใส่เรือน
วาจาเบือนใจบิดจริตพาล
อยู่ที่ไหนขี้ใส่ไว้ที่นั่น
ใจฉกรรจ์เฉโกด้วยโวหาร
ก่อแต่เหตุให้ฉาวเที่ยวร้าวราน
ในอาการกลิ้งกลอกดูออกกลม..."

คำกลอนเรื่องนกกระจาบ

"เรานายภู่ครูบาไม่ปรากฏ
โดยกำหนดเอาแต่โง่กับโวหาร..."

คำกลอนสุภาษิตสอนหญิง

"พูดก็มากปากก็บอนแสนงอนนัก
เห็นเขารักกันไม่ได้ใจอิจฉา
เที่ยวรอนรานจนเพื่อนบ้านเขาระอา
นั่งที่ไหนนินทาเขาเป็นแดน..."

จะเห็นว่าสำนวนกลอนก็ดี ลักษณะกลอนที่สัมผัสกระโดดก็ดี แนวความคิดก็ดี เป็นอย่างเดียวกันโดยตลอด

               จึงพอสรุปได้ว่า สุภาษิตสอนหญิงนั้น ไม่ใช่ฝีปากสุนทรภู่แน่ แต่เป็นฝีปากนายภู่กวีอีกผู้หนึ่งซึ่งได้แต่งนครกายคำกลอน พระสมุทรคำกลอน นกกระจาบคำกลอน และชัยมงคลคำกลอน ไว้ อีก ๔ เรื่อง นายภู่กวีผู้นี้มีชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๓-๔-๕ เกิดในรัชกาลที่ ๓ ถึงแก่กรรมราวต้นสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นคนรุ่น คุณพุ่ม ภมรมนตรี เคยบอกสักวาร่วมวงกัน

ยังมีต่อ

สวัสดี
ศิริพงศ์  ครุพันธ์กิจ
๗ ธันวาคม ๒๕๕๒
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF