มนต์นัทธ์ | แหล่งสนทนา | ผลงานพ่อครู | เกี่ยวกับมนต์นัทธ์ | แผนผังเว็บไซต์


ธันวาคม 13, 2018, 21:44:38 *

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หัวข้อสนทนารวม   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
ข่าว:
กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อนมาเรือนพระภรตมุนี  :
 อย่าหวังอะไรกับการเยี่ยมเยือนเรือนพระภรตมุนี


กระทู้แนะนำ  : สงสัยหรือริษยาไม่ทราบ

 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ใครกันแน่แต่งสุภาษิตสอนหญิง ตอนที่ ๔ (จบ)  (อ่าน 2873 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,921



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2009, 23:19:37 »

ใครกันแน่แต่งสุภาษิตสอนหญิง

               เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้พบหนังสือประวัติวัดสระเกศราชวรมหาวิหารพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระธรรมเจดีย์ (เทียบ ธมฺมธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เมื่อ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ ได้กล่าวนามเจ้าอาวาสวัดนี้ในรัชกาลที่ ๔ นั้นมีพระราชาคณะ ๒ องค์ ครองอาวาสพร้อมกันคือ

               ๑.   พระบวรวิชา (เขียน) เป็นพระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ ได้เป็นเจ้าอาวาสแทนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนธิ์) ครองอารามร่วมกับ พระธรรมทานาจารย์ (พึ่ง) พระราชาคณะฝ่ายคันถธุระ แล้วถึงแก่มรณภาพในรัชกาลที่ ๔ ทั้ง ๒ รูป

               ๒.   พระวินยานุกูลเถระ (ศรี) พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ ครองอารามพร้อมกับ พระธรรมทานาจารย์ (ภู่) พระราชาคณะฝ่ายคันถธุระ ว่าพระวินยานุกูลเถระ (ศรี) เดิมเป็นพระปลัดของพระบวรวิชา (เขียน) และพระธรรมทานาจารย์ (ภู่) เคยเป็นพระปลัดของพระธรรมทานาจารย์ (พึ่ง) เมื่อพระอาจารย์มรณภาพลง พระปลัดลูกศิษย์ก็ได้ขึ้นครองอาวาสแทนพร้อมกันอีกทั้งสององค์

               ๓.   พระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) ครองอารามพร้อมกับ พระวินยานุกูลเถระ (ยา) ว่าเดิม  พระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) เป็นพระปลัดของพระธรรมทานาจารย์ (ภู่) และพระวินยานุกูลเถระ (ยา) เดิมเป็นพระปลัดของพระวินยานุกูลเถระ (ศรี)

               ๔.   พระวินยานุกูลเถระ (เม่น) ครองอารามพร้อมกับ พระธรรมทานาจารย์  (หรุ่น) ว่าเดิมพระวินยานุกูลเถระ (เม่น) เป็นพระปลัดของพระวินยานุกูลเถระ (ยา) และพระธรรมทานาจารย์ (หรุ่น) เป็นพระปลัดของพระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) สมัยนี้เองสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทัย) เป็นพระราชาคณะที่พระปิฎกโกศล เปรียญเอกอยู่ในวัดสระเกศนั้นอีกรูปหนึ่ง และในสมัยที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนธิ์) เป็นเจ้าอาวาสนั้นมีพระราชาคณะอีกองค์หนึ่ง คือ พระประสิทธิ์สุตคุณ (น้อย) เป็นเปรียญเอก อยู่วัดสระเกศนั้น แล้วลาสิกขาบทในรัชกาลที่ ๔ ไปรับราชการในกรมพระอาลักษณ์ได้เลื่อนยศโดยลำดับ จนได้เป็นพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)

               ทีนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูประวัติของเจ้าอาวาสหมายเลข ๒ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ คือ พระวินยานุกูล (ศรี) พระอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ครองอารามร่วมกับ พระธรรมทานาจารย์ (ภู่) พระอาจารย์ฝ่ายคันถธุระ ๒ รูปนี้ครองอารามร่วมกัน แต่พระวินยานุกูล (ศรี) มีพรรษาสูงกว่าจึงได้ครองกฐินพระราชทาน เรียกว่าเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๑ พระธรรมทานาจารย์ (ภู่) เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๒ เพราะพรรษาอ่อนกว่า

               แต่แล้วชื่อท่านเจ้าอาวาสทั้ง ๒ รูปก็หายไปพร้อมกัน มีเจ้าอาวาสคู่ใหม่แทนคือ พระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) พระอาจารย์ฝ่ายคันถธุระ ครองอารามร่วมกับพระวินยานุกูลเถระ (ยา) พระอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ คราวนี้ออกชื่อพระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) ก่อน ทำนองว่าแก่พรรษากว่าเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๑ ส่วนพระวินยานุกูลเถระ (ยา) ออกชื่อทีหลังเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๒ บอกประวัติไว้ด้วยว่า พระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) เดิมเป็นพระปลัดของพระธรรมทานาจารย์ (ภู่) เรียกว่าศิษย์ขึ้นแทนอาจารย์ แล้วพระธรรมทานาจารย์ (ภู่) พระอาจารย์หายหน้าไปไหนเสีย ลูกศิษย์จึงได้เลื่อนขึ้นแทนทั้งตำแหน่งและสมณศักดิ์ "ธรรมทานาจารย์" ด้วยเช่นนี้

               เมื่อไม่ได้กล่าวว่ามรณภาพ ก็ต้องสันนิษฐานว่าลาสิกขาบทไปเหมือนพระประสิทธิ์สุตคุณ (น้อย) แต่ไม่ได้รับราชการเหมือนพระประสิทธิ์สุตคุณ จะด้วยเหตุผลว่าลาสิกขาบทออกมาเมื่ออายุมากแล้วหรือไม่มีบุญวาสนาทางราชการ แต่ก็สันนิษฐานว่า ลาสิกขาบทแน่ มิฉะนั้นพระปลัดจุ่นคงไม่ได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) แทนอาจารย์และไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสครองอารามร่วมกับพระวินยานุกูลเถระ (ยา) ในเวลาต่อมา

               พระธรรมทานาจารย์ (ภู่) พระราชาคณะฝ่ายคันถธุระ เจ้าอาวาสรูปที่ ๒ ของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ในรัชกาลที่ ๔ ลาสิกขาบทออกมาเป็น "นายภู่ อยู่นาวา เที่ยวค้าขาย" แต่มีความรู้ทางพระธรรมวินัยสูง และมีใจรักทางกาพย์กลอนอยู่ เป็นธรรมของผู้ที่ศึกษาทางพระบาลี ซึ่งเป็นวิชาอักษรศาสตร์ จึงได้แต่งกลอนขึ้นหลายเรื่อง เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรมจรรยา มีภาษิตสอนใจ และเรื่องชาดกอย่างเรื่องนกกระจาบคำกลอน ก็เป็นเรื่องชาดกเรื่องกลับชาติมาเกิดของพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่งเรื่องนครกายคำกลอน ก็เป็นคำสอนอุปมาอุปไหมว่าร่างกายนี้ก็เหมือนเมืองหรือนคร มีจิตเป็นพระราชา มีตัณหาเป็นทหาร มีราคะเป็นพระชายา และสุภาษิตสอนหญิง ก็เป็นคติธรรมคำสอนสตรีตามแนวคิดในพระพุทธศาสนา

               "นายภู่ อยู่นาวา" หรือ "นายภู่ ครูบาไม่ปรากฏ" นั้น คือ นายภู่ ธรรมทานาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่งสุภาษิตสอนหญิงเมื่อลาสิกขาบทแล้ว จึงบอกชื่อไว้ว่า "นายภู่ ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง" คำไหว้ครูมีอยู่ในคำกลอนเรื่องนครกาย ตรงกันเกือบจะทุกตัวอักษร เห็นว่าพอจะยุติได้ว่า ผู้แต่งสุภาษิตสอนสตรี คือ นายภู่ ธรรมทานาจารย์ เป็นที่แน่นอน ไม่มีที่น่าสงสัยแต่อย่างใด

คำไหว้ครูในคำกลอนนครกายมีดังนี้
         
"ขอยอกรกฤษฎางค์ขึ้นวางเศียร
ต่างประทีปโกสุมประทุมเทียน
จำนงเนียรนบบาทพระศาสดา
อันเป็นปิ่นโมลีทั้งสี่ทวีป
ดังประทีปส่องสว่างทุกทิศา
พระองค์ดับล่วงลับไนยนา
ถึงมหานิพพานสำราญรมย์
เรานายภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง
ขอประคองคุณใส่ไว้ในผม
ให้ประเสริฐเลิศล้ำด้วยคำคม
โดยอารมณ์รินรักชักภิปราย
จะเริ่มเรื่องเมืองกายนคร
ชาวประชาราษฎรสิ้นทั้งหลาย
จงครองความตามสาระธิบาย
ว่าความตายนั้นจะมาทุกราตรี
นายภู่อยู่เรือเที่ยวค้าขาย
เห็นร่างกายไม่เที่ยงทุกสิ่งศรี
จึงคิดความตามใจในกายี
เอากายนี้ผูกเป็นนิทานไป..."
   
ส่วนคำไหว้ครูในคำกลอนสุภาษิตสอนสตรี มีดังนี้

"ประนมหัตถ์นมัสการขึ้นเหนือเศียร
ต่างประทีปโกสุมประทุมเทียน
จำนงเนียรน้อมบาทพระศาสดา
อันเป็นปิ่นโมลีทั้งสี่ทวีป
ดังประทีปส่องทั่วทุกทิศา
ก็ล่วงลับดับไกลไนยนา
สู่มหาห้องนิพพานสำราญรมย์
ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง
ขอประคองคุณใส่ไว้เหนือผม
ให้ประเสริฐเลิศล้ำด้วยคำคม
โดยอารมณ์ดำริรักชักภิปราย
ขอเจริญเรื่องตำรับฉบับสอน
ชาวประชาราษฎรสิ้นทั้งหลาย
อันความชั่วอย่าให้มัวมีระคาย
จะสืบสายสุริย์วงศ์เป็นมงคล
ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักดิ์
บำรุงรักกายไว้ให้เป็นผล
สงวนงามตามระบอบให้ชอบกล
จึงจะพ้นภัยพาลการนินทา"

               คำไหว้ครูทั้ง ๒ เรื่องนี้ ถ้อยคำเกือบจะคัดเอามาคำต่อคำ คงจะแต่งเรื่องใดก่อนเมื่อแต่งเรื่องใหม่ก็เอาคำไหว้ครูเรื่องเก่ามาใช้ไม่ต้องเสียสมองคิดคำไหว้ครูใหม่ แนวคิดของกวีในคำไหว้ครูก็เหมือนกัน

               เรื่องนี้ขออธิบายว่าแนวคิดของกวีต่างกัน แม้คำไหว้ครูก็ขึ้นคำไหว้ครูไม่เหมือนกัน บางคนไหว้พระพรหมพระนารายณ์ พระพิฆเณศ ไหว้บิดามารดา ครูอาจารย์ บางคนกล่าวแต่คำเฉลิมพระเกียรติยศพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินและเป็นเจ้าชีวิต เจ้าเหนือหัว ก็ถือว่าเป็นการไหว้ครูแล้ว เช่น นิราศนรินทร์ บางคนก็ไหว้พระรัตนตรัย กวีประเภทนี้มักจะอยู่ในสมณเพศ เป็นพระภิกษุสงฆ์หรือเป็นคนบวชนานแก่วัด นับถือพระรัตนตรัยเป็นสิ่งสูงสุด

               คำไหว้ครูของ "นายภู่ อยู่นาวา" หรือ "นายภู่ครูบาไม่ปรากฏ" ก็อยู่ในประเภทหลังนี้ จึงไหว้แต่พระพุทธเจ้าองค์เดียว เป็นพระเจ้าสูงสุด เหมือนกันทั้งสองเรื่อง แสดงว่าทั้ง นครกายคำกลอน กับสุภาษิตสอนหญิง แต่งโดยกวีคนเดียวกันและกวีคนนั้นชื่อ นายภู่
แต่เรายังสืบไม่ได้ในขณะนี้ว่า "นายภู่ ธรรมทานาจารย์" ผู้นี้ มีทายาทสืบสกุลต่อมาอย่างไรหรือไม่

               อย่างไรก็ดี นายภู่คนนี้เป็นกวีคนหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ เป็นผู้บอกบทสักวา เล่นสักวาอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น เราจึงควรให้เกียรติแก่ท่านในฐานะนักกวี โดยเรียกนามท่านผู้นี้ว่า "นายภู่ ธรรมทานาจารย์" ต่อไป


จันทโครบ ใครแต่ง?


               ยังมีเรื่องจันทโครบอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นวรรณคดีที่มีผู้รู้จักกันแพร่หลายที่สุด ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็กรู้จักเรื่องจันทโครบ รู้จักนางโมราดีที่สุด เรามักจะเข้าใจกันมาช้านานแล้วว่า "สุนทรภู่" แต่งเรื่องจันทโครบ แต่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไม่ทรงเชื่อว่าสุนทรภู่แต่ง โดยทรงมีพระวินิจฉัยไว้ว่า

               "ส่วนเรื่องจันทโครบนั้น ได้พิเคราะห์ดูไม่พบกลอนตอนใดที่จะเชื่อได้ว่าเป็นสำนวนสุนทรภู่สักแห่งเดียว คำที่กล่าวกันก็กล่าวแต่ว่า สุนทรภู่แต่งกับผู้อื่นอีกหลายคน จึงเห็นว่าน่าจะเป็นสำนวนผู้อื่นแต่งตามอย่างสุนทรภู่ หากว่าจะเกี่ยวข้องกับสุนทรภู่ก็เพียงแต่งแล้วบางทีจะเอาไปให้สุนทรภู่ตรวจแก้ไขจึงขึ้นชื่อสุนทรภู่ที่เกี่ยวข้อง แต่ที่แท้หาได้แต่งไม่"

               สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านไม่ทรงเชื่อถือว่าเป็นของสุนทรภู่ แต่ก็มิได้ทรงสันนิษฐานไว้ว่าใครแต่ง จนบัดนี้ก็ยังไม่พบว่าท่านผู้ใดศึกษาค้นคว้าว่า เรื่องจันทโครบคำกลอนนั้นใครแต่ง

               เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้าพเจ้าพบจันทโครบคำกลอน ฉบับเขียนในสมุดข่อยโบราณเล่มหนึ่ง มีคำไหว้ครูอยู่ข้างต้นด้วย

               เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องจันทโครบคำกลอนดูแล้ว ก็เกิดความสว่างวาบขึ้นทันที เมื่อเห็นคำไหว้ครู เพราะคำไหว้ครูเรื่องจันทโครบขึ้นต้น ดังนี้.-
 
"ประนมหัตถ์นมัสการขึ้นเหนือเศียร
ต่างประทีปโกสุมประทุมเทียน
จำนงเนียรน้อมศีลพระชินวงศ์
ข้าพเจ้าผู้แต่ง แมลงภู่
จะขอกู้เรื่องความตามประสงค์
แม้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนอรรถไม่หยัดลง
ท่านผู้จงแจ้งช่วยอำนวยพร
 (จะกล่าวกาลกิณีนารีร้าย
ให้แจ้งชายกุลบุตรที่ฝึกสอน
ยังมีราชนิเวศเขตนคร
นรินทรพรหมทัตกษัตรา
มีเมืองขึ้นอดิเรกเสกรฉัตร
กรุงกษัตริย์มีองค์โอรสา
ชื่อพระจันทโครบกุมารา
พระชันษาถ้วนถึงสิบสองปี")
   
               คำไหว้ครูที่ตรงกับเรื่องนครกายและสุภาษิตสอนหญิงอย่างนี้ จะเป็นสำนวนใครอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากสำนวนนายภู่ ธรรมทานาจารย์ บอกไว้ด้วยว่า "ข้าพเจ้าผู้แต่งแมลงภู่"
   
               นิทานคำกลอนเรื่องจันทโครบ จึงเป็นวรรณกรรมของนายภู่ ธรรมทานาจารย์อีกเรื่องหนึ่ง โดยแน่นอน ไม่มีที่น่าสงสัยอะไรอีกแล้ว เพราะหลักฐานจากคำไหว้ครูปรากฏชัดแจ้ง

               ยิ่งถ้าท่านผู้ใดได้อ่านเรื่องจันทโครบโดยถี่ถ้วน ก็จะเห็นสำนวนผิดฝีปากสุนทรภู่ เพราะสุนทรภู่นั้นว่าคำกลอนได้ง่าย ๆ คล่อง ๆ หลั่งไหลพรั่งพรูเหมือนน้ำตกน้ำไหล จะว่าแวะไปทางไหนก็ได้ จึงมีสำนวนอุปมาอุปไมยแพรวพราว ไม่กล่าวอย่างตรงไปตรงมา มีพรรณนาโวหาร สาธกโวหาร อุปมาโวหาร อุปไมยโวหาร เพริศพริ้งแพรวพราวอย่างเรื่องพระอภัยมณี เนื้อเรื่องจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรมากมาย แต่ด้วยสำนวนเรื่อยเจื้อยเหมือนน้ำไหล จึงว่ากลอนไปได้อย่างยืดยาว แม้ในเรื่องความรัก ความอาลัย ชมนกชมไม้ และสำนวนถ้อยคำที่เจรจาโต้ตอบกันของตัวละครในเรื่อง

               แต่พอมาอ่านเรื่องจันทโครบเข้าแล้วจะเห็นว่าผิดกันไกล เพราะสำนวนกลอนเรื่องจันทโครบว่าตรงดิ่งไปเลย ไม่มีแวะเวียน ไม่มีลูกเล่นอ้อยอิ่ง ไม่มีพรรณนาโวหาร ไม่มีอุปมาอุปไมยอะไรมาก พอขึ้นต้นก็ให้จันทโครบตรงดิ่งไปหาพระฤาษีอยู่ไม่นานเรียนจบ เดินทางกลับเวียงวังเลย อันนี้เป็นลักษณะนักกวีที่เก่งสู้สุนทรภู่ไม่ได้ ฝีมือฝีปากคนละชั้นทีเดียว

               ถ้าจะเอากลอนนี้ไปให้สุนทรภู่ตรวจแก้ ท่านก็คงไม่แก้ให้ เพราะคำกลอนกล่าวห้วนและตรงเกินไป ผิดลักษณะของท่านมาก

               คำกลอนลักษณะอย่างนี้เป็นสำนวนของนายภู่ ธรรมทานาจารย์ ถ้อยคำที่ใช้ก็ไม่ค่อยราบรื่นนัก ความหมายยังวก ๆ วน ๆ อยู่ แต่ถ้าว่าโดยส่วนรวมก็นับว่าดี เข้าขั้นวรรณคดี ดีกว่าสำนวนกวีชาวบ้านอื่น ๆ หรือกวีราษฎรอีกมาก

              ขอสรุปว่า นิทานคำกลอนเรื่องจันทโครบก็เป็นฝีปากสำนวนของนายภู่ ธรรมทานาจารย์ อีกเรื่องหนึ่ง


สวัสดี
ศิริพงศ์  ครุพันธ์กิจ
๗ ธันวาคม ๒๕๕๒
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF