มนต์นัทธ์ | แหล่งสนทนา | ผลงานพ่อครู | เกี่ยวกับมนต์นัทธ์ | แผนผังเว็บไซต์


ตุลาคม 31, 2014, 16:38:51 *

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หัวข้อสนทนารวม   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
ข่าว:
กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อนมาเรือนพระภรตมุนี  :
 อย่าหวังอะไรกับการเยี่ยมเยือนเรือนพระภรตมุนี


กระทู้แนะนำ  : สงสัยหรือริษยาไม่ทราบ

 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เพราะแกงจืดจึงรู้คุณเกลือ  (อ่าน 2366 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 16
กระทู้: 3,930



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« เมื่อ: ธันวาคม 13, 2009, 13:20:03 »

       
            กระทู้ที่แล้วพูดถึงเรื่อง คิดไม่ออกเลยว่าในขณะที่ลูกมีพ่อมีแม่คอยห่วงหาอาวรณ์ คอยถามถึงสารทุกข์สุขดิบความเป็นไปในการดำเนินชีวิตของแต่ละวัน แล้ววันหนึ่งพ่อแม่หายไปจากโลก ผู้เป็นลูกจะรู้สึกจะนึกคิดอย่างไรกับสิ่งที่มี... อยู่ๆ ก็จู่หาย

            บางครั้งของที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันเคยใช้อยู่เป็นประจำเราไม่ค่อยเห็นคุณค่า ยกตัวอย่างที่เห็นง่ายที่สุดคือ ถ้าจะดื่มน้ำเรามีแก้วรินน้ำสำหรับดื่ม จะทานอาหารมีถ้วยมีจานใส่อาหาร เราจะไม่รู้สึกนึกถึงคุณค่าของมัน เพราะมันเป็นเพียงแค่ข้าวของเครื่องใช้ ล้างทำความสะอาดก็ไม่ทนุถนอม บางครั้งบิ่นแตกร้าวรานเป็นรอย แต่ถ้าวันหนึ่งจะดื่มน้ำ จะทานอาหารภาชนะเครื่องใช้เหล่านั้นไม่มีนี่สิ เราจะนึกถึงคุณค่าของมันทันที ยิ่งเมื่อกำลังหิวหรือกระหาย

         แต่ก็ไม่แน่นะสำหรับคนสมัยนี้ ไม่มีแก้วก็ใช้หลอด ไม่มีหลอดก็ยกขึ้นกรอกปากได้ แม้ขณะเดินดูสินค้าตามห้างตามถนน ไม่มีถ้วยมีจานก็กินมันด้วยกล่องที่บรรจุอาหารนั่นเลย ถ้าคนสมัยก่อนท่านเห็นเข้าท่านอาจเห็นว่าแปลกจนคิดว่าเป็นการ "เปิปพิสดาร" คนสมัยนี้ขาดแม้กระทั่งวัฒนธรรมของการกิน คนประเภทนี้โบราณท่านเรียกว่า "สุกหัวกินหัวสุกหางกินหาง" หาความละเอียดถี่ถ้วนไม่ได้ คนประเภทนี้โบราณท่านเรียกว่า "กุ๊ย" เป็นได้ดีที่สุดก็แค่ให้เขาโขกสับจิกหัวใช้เพราะขายแรงงาน เขาเหยียดหยามยิ่งกว่าการแบ่งชั้นวรรณะของอินเดียเสียอีก

            ขอขยายความสักนิดเรื่อง "สุกหัวกินหัวสุกหางกินหาง" ท่านเปรียบกับคนที่ทำอะไรลวกๆ เร่งรีบไม่คิดหน้าคิดหลังคำนึงถึงผลได้ผลเสีย แค่เพียงย่างปลากินยังรีบไม่รอให้สุกทั่วตัวสุกแค่ไหนก็กินแค่นั้นให้อิ่มๆเสีย จะได้รีบไปเป็นขี้ข้าให้เขาจิกหัวใช้ไร้ความคิดขาดความละเมียดละมัยในการบริโภคอาหารให้รู้รสชาติแบบมีความสุขในการกิน

            มีเรื่องแทรกเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เรารับนิมนต์จากศิษย์ที่สอนหนังสือมาไปที่บ้าน ขณะเราเข้านั่งที่ห้องรับแขกเด็กรับใช้ยกขวดน้ำส้มกรีนสปอตเสียบหลอดเรียบร้อยมาให้เรา นั่งคุกเข่าประเคนอย่างเรียบร้อยเราไม่รับประเคนแต่กลับลุกขึ้นยืนคว้าขวดน้ำส้มกรีนสปอต ขว้างใส่กระจกบานเลื่อนแตกทั้งขวดทั้งกระจก แล้วเราก็เดินออกประตูห้องรับแขกเตรียมกลับ

            ด้วยเสียงดังโครมใหญ่ลูกศิษย์เรา และคนในบ้านวิ่งออกมาดู ลูกที่เราสอนมากับมือรู้จริตนิสัยเราคุกเข่าประนมมือพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า "คุณครูขาหนูกราบขอประทานโทษค่ะ มัวแต่รีบเข้าห้องน้ำไม่ทันจัดเตรียมด้วยตัวเอง"  เราตอบว่า "มันน้อยไปสำหรับกระจกบานเดียว กับค่าวิชาที่ครูพร่ำสอนเธอมา"

            ทุกวันนี้เราหมดแล้วเขี้ยวเล็บแถมยังเผลอนิสัยเสียไปกับคนในสังคมในปัจจุบันหลายอย่าง ลูกบนเรือนพระภรตมุนีก็มีคนเดียวเท่านั้นที่เราพูดว่าหยิบน้ำให้พ่อดื่มหน่อยลูก แล้วจะเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำรินใส่แก้วมาให้เราคือ นายต้นบัวตูมบัวบาน ลูกคนอื่นๆ นอกนั้น หยิบขวดน้ำเย็นแล้วเสียบหลอดมาให้เราทุกคน เราก็ไม่ว่าอะไรเพราะเราพูดเสมอว่า ลูกเอ๋ยคนเราไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องไปดูไปศึกษาความเป็นอยู่ของเขาให้ถึงบ้าน แค่ชีวิตประจำวันที่เขาร่วมอยู่กับเรา มันก็บอกได้แล้วถึงชาติตระกูลการอบรมจริตนิสัย

            นอกเรื่องมาเสียยืดยาวเข้าเรื่องเสียทีดีกว่า สำหรับความสูญเสียบุพการีนั้นใครจะเป็นอย่างไรเราไม่รู้ สำหรับตัวเราแล้ววันแรกที่ทางโรงพยาบาลโทรบอกว่า แม่สิ้นลมแล้วตอนตี ๓ เราใจหายวาบมันหายไปเลยทั้งหัวใจและความรู้สึก นั่งเงียบอยู่เช่นนั้นจนรุ่งเช้ารวบรวมความรู้สึกทั้งหมดหยิบเงินแล้วเดินออกจากกุฏิเรียกพระให้ไปช่วยกันทำความสะอาดศาลาเพื่อบำเพ็ญกุศล โทรสั่งหีบแล้วสั่งพระมหามนัสว่าให้ไปรับศพย่าที่โรงพยาบาล ให้นำร่างย่าบรรจุหีบให้เสร็จแล้วค่อยพาย่ามาตั้งบำเพ็ญกุศล หลวงน้าต้องการจดจำแต่สิ่งดีๆ ไม่ต้องการเห็นย่าในร่างที่ไร้ลมหายใจเดี๋ยวทนไม่ได้ พระมหามนัสทำตามสั่งเสร็จเดินมาตามเราว่า ผมนำหีบย่าตั้งบนที่เรียบร้อยนิมนต์หลวงน้าไปจุดธูป

            หลังปลงศพแม่เสร็จเราเก็บตัวอยู่ในกุฏิ ๑ เดือนไม่พบปะใครเลยกว่าจะรวบรวมกำลังใจได้มันสุดจะบรรยาย เราสู้แม่ไม่ได้ก็ตรงนี้เอง แม่เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากตอนพ่อ และยายเสียชีวิตที่บ้านแม่สติดีเข็มแข็งมากจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง ตอนแม่ป่วยแม่ไม่เคยบ่นหรือแสดงอาการเจ็บปวดใดๆ เลยแม่ให้กำลังใจเราเสียอีกว่าแม่ไม่เป็นไรอย่าตกใจไม่กี่วันแม่ก็กลับบ้านได้ แม่ไม่ยอมให้เรานอนเฝ้าไข้ แม่ว่าลำบากไม่เหมือนนอนที่วัดให้ไปรอฟังข่าวแม่ที่วัดเราไปเฝ้าแม่ทุกวันตั้งแต่ ๘ โมงเช้าถึง ๒ ทุ่ม จนคืนที่แม่เสียชีวิต ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๐
   
            ผู้ที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ทุกคนโชคดีจงรีบใกล้ชิดท่าน ตอบแทนพระคุณท่าน ทำให้ท่านมีความสุข รีบสร้างมหาทานบารมี ซึ่งเป็นกุศลสูงสุดกับพระพ่อพระแม่ เมื่อไม่มีท่านแล้วจะไปทำบุญกับใครที่ไหนที่จะได้กุศลสูงสุด ภรรยาหรือสามีเมื่อลงกระไดบ้านไปมันก็เป็นผัวเป็นเมียคนอื่น แม้ลูกตัวเองตายถ้ามีผัวใหม่หรือเมียใหม่ก็สามารถผลิตลูกได้ แต่เมื่อพ่อแม่ตายจะไปหาใครที่ไหนมาเป็นพ่อเป็นแม่แทนไม่มีอีกแล้วในโลกนี้


สวัสดี ยังไม่มีคำว่าสายเมื่อพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ
๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 16, 2009, 16:41:59 โดย siriphong » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF