มนต์นัทธ์ | แหล่งสนทนา | ผลงานพ่อครู | เกี่ยวกับมนต์นัทธ์ | แผนผังเว็บไซต์


สิงหาคม 28, 2014, 20:03:48 *

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หัวข้อสนทนารวม   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
ข่าว:
กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อนมาเรือนพระภรตมุนี  :
 อย่าหวังอะไรกับการเยี่ยมเยือนเรือนพระภรตมุนี


กระทู้แนะนำ  : สงสัยหรือริษยาไม่ทราบ

 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บายศรีปากชาม  (อ่าน 27936 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 16
กระทู้: 3,804



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2010, 20:38:14 »










               "บายศรี"  สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิพราหมณ์  คำว่า "บาย"  ภาษาเขมรแปลว่าข้าวสุก  "บาย"  ภาษาถิ่นอีสานแปลว่าจับต้องสัมผัส  ส่วนคำว่า  "ศรี" มาจากภาษาสันสกฤตตรงกับ "สิริ"   ซึ่งเป็นภาษาบาลีแปลว่ามิ่งขวัญ  ดังนั้นคำว่า  "บายศรี"  น่าจะแปลว่า  ข้าวขวัญหรือสิ่งที่น่าสัมผัส  "บายศรี"  ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลว่า ข้าวอันเป็นสิริ, ขวัญข้าวหรือภาชนะที่จัดตกแต่งให้สวยงามเป็นพิเศษด้วยใบตองและดอกไม้สด  เพื่อจัดประกอบในชุดอาหารคาวหวานในพิธีสังเวยบูชาและพิธีทำขวัญต่างๆ 

                บายศรีปากชามจัดเป็นแม่แบบหรือต้นแบบของบายศรีชนิดอื่นๆ  ใช้ใบตองตานีเย็บพับจับจีบจำนวน (นม, นิ้ว, เกร็ด, กาบ)  มีลูก ๕ ตัวประกอบเท่ากับตัวแม่หนึ่งตัว  แต่ละตัวของ (นม, นิ้ว, เกร็ด, กาบ)  จะใช้ใบตองฉีกเป็นผ้านุ่งรัดประกอบติดกับตัวแม่ทีละชั้นจนครบตามจำนวนที่กำหนด  จัดเป็น ๓ ชุด  วางประกอบรอบกรวยใบตองที่บรรจุข้าวที่ตั้งตรงกลางชามแล้วใช้มีดเจียนใบตองเป็นรูปแมงดาวางสับหว่างระหว่างช่องของพุ่มบายศรีทั้งสามแล้วประดับตกแต่งด้วยดอกไม้นามมงคลต่างๆ  มี  ดอกรัก  ดอกบานไม่รู้โรย  ดอกพุด  ดอกมะลิ  ดอกดาวเรือง  ใช้ไม้ไผ่เหลาให้แหลมเพื่อเสียบไข่ให้ตั้งอยู่บนสุดยอดของปลายกรวยบายศรี  จัดวางกล้วยน้ำไท  แตงกวาเป็นเครื่องเคียงประกอบตรงช่องที่เสียบแมงดา 

                ถ้าช่างทำบายศรีมีฝีมือประณีตสามารถตกแต่งบายศรีปากชามจนวิจิตรงามตาเรียกว่า  "บายศรีปากชามทรงเครื่อง"  บายศรีปากชามใช้ในงานไหว้ครู  บวงสรวง  สังเวยบูชาเทพเทวดาอารักษ์

                บายศรีที่จัดวางรอบกรวยสามชุดหมายถึงการมุ่งบูชาต่อพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ  พระอิศวร  พระนารายณย์  พระพรหม  กรวยบรรจุข้าวยอดเสียบไข่หมายถึง  เขาไกรลาส, ศูนย์รวมของการกำเนิดทั้งหลายที่มีความอุดมสมบูรณ์  แมงดาหมายถึงมหาสมุทรที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตและแทนศักติของพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ  พระอุมา  พระลักษมี  พระสรัสวดี  กล้วยน้ำไทและแตงกวาที่จัดวางเป็นเครื่องเคียงประกอบหมายถึงความสมบูรณ์ทางด้านพืชพันธุ์ธัญญาหาร

                ความหมายนี้ไม่ได้ผูกกำหนดไว้ตายตัวหากเป็นแต่เพียงผู้ที่ประดิษฐ์บายศรีมีความเชื่อศรัทธาต่อสิ่งใดแล้วก็มักจะน้อมนำคำสอนหรือความเชื่อต่างๆ มากำหนดความหมายเป็นนัยที่ตนประสงค์ต่อสิ่งศรัทธานั้นๆ 

                บายศรีปากชามที่แม่สอนเราทำนั้นแตกต่างจากบายศรีปากชามของคนอื่นคือ  นอกจากบรรจุข้าวสุกปากหม้อลงในกรวยบายศรีแล้วแม่จะบรรจุถั่วคั่ว (ถั่วเขียวที่สีเอาเปลือกนอกออกแล้ว  เหลือแต่เนื้อถั่วสีเหลืองที่แตกออกเป็นสองส่วน)  งาขาวคั่วลงไปในกรวยพร้อมทั้งใส่ข้าวเหนียวนึ่งทับปิดด้านล่างของกรวยเป็นสิ่งสุดท้ายแล้วเจียนใบตองให้กลมขนาดปากกรวยเพื่อปิดทับอีกครั้งหนึ่ง  หลังจากจัดประกอบเครื่องบายศรีทั้งหมดลงชามแล้วแม่จะใช้ไม้กลัดที่เหลาจากไม้ไผ่ยาวประมาณ ๓ นิ้ว เสียบขนมต้มแดงขนมต้มขาวสลับกัน  ไม้กลัดหนึ่งอันแม่จะเสียบขนมต้มทั้งสองชนิดอย่างละสามชิ้น  ขนมต้มแดงขนมต้มขาวเสียบไม้กลัดจำนวน ๓ อัน  แม่จะนำไปวางตรงช่องของแมงดาที่วางแตงกวาและกล้วยน้ำไทที่ใส่เป็นเครื่องเคียงประกอบของบายศรี

                แม่บอกเราว่าบายศรีปากชามของแม่ที่จัดแบบนี้ ๑ คู่ ( ๒ ชาม )  ใช้ทำพิธีได้เลยไม่ต้องตั้งถั่วคั่ว งาคั่ว  ขนมต้มแดงขนมต้มขาว   มะพร้าวอ่อนและกล้วยน้ำไท  เพราะแม่จัดลงในชามบายศรีครบถ้วนแล้ว  นี่เป็นแนวคิดของมารดาเราที่มีความครบครันจริงดังคำแม่  พราหมณ์เส้งเคยถามแม่เราว่า "คุณแจ่มคิดได้อย่างไรไม่มีที่ติ" 

                 หลังจากใช้บายศรีเป็นส่วนสำคัญในการประกอบพิธีสังเวยบูชา  นิยมนำบายศรีมาแกะออกไม่ให้คงรูปที่ประดิษฐ์ไว้แล้วลอยไปตามกระแสน้ำเรียกว่าการ "จำเริญ"  โดยให้เหตุผลว่าบายศรีเป็นของมงคลไม่ควรนำไปทิ้งในสภาพนั้น  ควรแกะคลี่ออกให้เป็นใบตองอย่างเดิมและไม่ให้ทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอยอื่นๆ  เรือจ้างและบายศรีถูกนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตครูว่า "เหมือนบายศรีที่เขาเฝ้าถนอม  เจิมแป้งหอมเจือจันทน์ให้หรรษา  พอเสร็จงานทิ้งลงในคงคา  ก็ลอยมาลอยไปเป็นใบตอง"   

                                                                   สวัสดี  ศรีหรือไม่อยู่ที่ใจสร้างศรี
                                                                               ศิริพงศ์  ครุพันธ์กิจ
                                                                             ๓๑  พฤษภาคม  ๒๕๕๓
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 01, 2010, 23:38:44 โดย siriphong » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF