มนต์นัทธ์ | แหล่งสนทนา | ผลงานพ่อครู | เกี่ยวกับมนต์นัทธ์ | แผนผังเว็บไซต์


มีนาคม 20, 2019, 21:21:55 *

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หัวข้อสนทนารวม   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
ข่าว:
กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อนมาเรือนพระภรตมุนี  :
 อย่าหวังอะไรกับการเยี่ยมเยือนเรือนพระภรตมุนี


กระทู้แนะนำ  : สงสัยหรือริษยาไม่ทราบ

 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วิกฤตการณ์วังหน้า  (อ่าน 15506 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,957



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« เมื่อ: มิถุนายน 13, 2010, 11:12:53 »

               หลายคนที่ฟังเรื่องราวจากคนรุ่นเก่าชนิดถ่ายทอดจากปากหนึ่งสู่ปากสอง  สาม  สี่  ย่อมเข้าใจผิดคิดว่า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ตั้งตนเป็นกฏบต่อรัชกาลที่ ๕  และลี้ภัยไปอยู่สถานกงสุลอังกฤษ  ซึ่งความเป็นจริงพระองค์เสด็จประทับที่สถานกงสุลอังกฤษ รวมเวลาทั้งหมดได้เพียง ๑ เดือน กับ ๒๖ วันเท่านั้น ก็เสด็จกลับพระราชวังบวรประทับอยู่ที่พระราชวังบวรสถานมงคล จนเสด็จทิวงคต  ขอนำเรื่องวิกฤตการณ์วังหน้า  รวบรวมขอมูลหลักฐานโดย  วิมลพรรณ  ปิตธวัชชัย  มาให้อ่านเพื่อความเข้าใจและจะได้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้นโดยปัญญาที่ยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย คือ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ  และ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ  (พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ) 

วิกฤตการณ์วังหน้า
[/b]

                เหตุเกิดเมื่อตอนประมาณห้าทุ่มเศษ ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นที่โรงเก็บแก๊สในพระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นจุดอันตรายอย่างยิ่ง  เนื่องจากอยู่ใกล้คลังแสงและวัดพระศรีรัตนศาสดารามพร้อมกับที่เหล่าทหารของวังหน้าพร้อมด้วยอาวุธพากันดาหน้าเข้าไปเพื่อจะช่วยดับไฟในวังหลวงตามพระราชเพณี  แต่กลับได้รับการปฏิเสธ และถูกขัดขวางจากทหารของวังหลวงที่ต่างช่วยกันดับไฟกันเอง จนเพลิงสงบไปในที่สุด

                พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ตั้งกองลาดตระเวนระวังเพลิงขึ้นทั้งในและนอกกำแพงพระนคร  ในวันรุ่งขึ้น ในขณะที่วังหน้าก็ได้ระดมทหารประมาณ ๖๐๐ คน เข้าประจำวังพร้อมกับเสียงเล่าลือของราษฎรว่า  กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญแห่งวังหน้า  "หนังสือทิ้ง" แจ้งว่า จะมีผู้คิดปลงพระชนม์ทำร้ายพระองค์  ความตึงเครียดและหวั่นระแวงกันระหว่างวังหลวงกับวังหน้า จึงมาถึงจุดแตกหัก  ในท่ามกลางความอลหม่านและเป็นที่ตกอกตกใจกันไปทั่วทั้งกรุงเทพฯ

                 นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันแรม ๕ ค่ำ เดือนอ้าย  ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๑๗  ซึ่งเรียกกันในเวลาต่อมาว่า "วิกฤตการณ์วังหน้า" 

                 เมื่อแรกที่เกิดความขัดแย้งเผชิญหน้ากันขึ้นเช่นนี้  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงถือโอกาสนี้  ปรึกษาร่วมกับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และเสนาบดีทั้งหลาย  เห็นพ้องต้องกันแล้วที่จะลดยศ  ลดอำนาจ  และกำลังของวังหน้าลงไปเสียให้ถูกต้องสมควรตามพระราชประเพณี ที่เป็มมาแต่เดิม

                  แต่การณ์ก็ช้าไปเสียแล้ว  เมื่อวังหน้าซึ่งทรงระแวงพระทัยอยู่มากได้เสด็จไปประทับลี้ภัยอยู่ที่บ้านอันเป็นสถานกงสุลของอังกฤษ  สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมาก  กลายเป็นเรื่องใหญ่โต  มิได้จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะภายในประเทศแล้ว  แม้ว่ากงสุล น็อกซ์  จะมิได้อยู่ในกรุงเทพฯ ในเวลานั้นก็ตาม

                  การกระทำของวังหน้านอกจากจะประกาศความขัดแย้งของพระองค์อย่างเปิดเผยเผชิญหน้าแล้ว  ยังได้ก่อให้เกิดความวิตกขึ้นทั่วไปเป็นอย่างมาก  ด้วยเกรงว่ามหาอำนาจต่างชาติจะฉวยโอกาสจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้  เข้าแทรงแซงจนถึงขั้นทีจะทำให้เกิดอันตรายต่อเอกราชของประเทศทั้งนี้เพราะทั้งกงสุลอังกฤษและฝรั่งเศษต่างก็พร้อมที่จะเรียงเรือกลไฟเข้ามาในกรุงเทพฯ  เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนโดยอ้างความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว

                   ระหว่างนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทาบทามขอประนีประนอมกับกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ  ด้วยทรงเกรงว่าเรื่องบาดหมางนี้จะกลายเป็นวิกฤตการณ์รุนแรงเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าแทรงแซงได้  ดังพระราชหัตถเลขาที่พระองค์ทรงมีถึงกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญดังต่อไปนี้

ร. ที่  ๑๖๕                                                                                                       สมมุติเทวราชอุปบัต
                                                                                                                       วัน ๓ ฯ ๑ ค่ำ ๑๒๓๖

ถึง  กรมพระราชวังบวรสถานมงคล

                     ด้วยการเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นการใหญ่ไม่เคยมีเลย  ฉันมีความเสียใจมาก  เธอไปอาศัยอยู่ที่บ้านกงสุลอังกฤษนี้ด้วยเหตุใด  ฉันไม่ได้คิดจะฆ่าเธอๆ มีความหวาดหวั่นข้อใด  เธอก็รู้อยู่เองว่าในแผ่นดินเราทุกวันนี้ ผู้ใดไม่มีความผิดใหญ่ที่ควรจะต้องฆ่าแล้ว ก็ฆ่ากันไม่ได้  ด้วยอาศัยความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง  ที่เธอมีความสะดุ้งหวั่นหวาดถึงชีวิตจะคิดการเกินไปดอกกระมัง  หรือมีความผิดใหญ่อยู่ในใจจึงได้มีความร้อนระแวงกัน  นี่ก็ไม่มีความสำคัญเลย ไม่ควรจะเป็น  ฉันไม่ได้โกรธเธอๆ มาโกรธฉันข้างเดียวฉันเสียใจนัก  เธอทำการถึงเพียงนี้จะพาให้เสียชื่อติดแผ่นดินไปทั้งสองฝ่าย  ก็เธอจะคิดต่อไปอย่างไรจึงจะเป็นการดีการชอบ  อย่าให้ราษฎกได้รับความเดือดร้อนหวั่นหวาดต่อไป  การที่เป็นไปนี้ฉันก็ไม่ทราบชัด  ต่อเจ้าคุณมาบอกว่า เธอกลัวฉันจะฆ่าเธอ  การนี้ฉันไม่ได้คิดเลย  ถ้าเธอคิดเห็นการอย่างไรจะเป็นการเรียบร้อยสิ้นสงสัยเลิกแล้วเป็นการดี  จงมีหนังสือเป็นสำคัญมาให้รู้ด้วย

                                                                                            Chulalongkorn  R.S.

                       พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงตระหนักถึงภัยอันตราย  อันจะเกิดกับบ้านเมืองและทรงเกรงว่า กรณีความบาดหมางระหว่างพระองค์กับวังหน้าอาจจะลุกลามไปถึงขั้นที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาแทรงแซงกิจการภายในชาติได้  ทั้งกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญก็มิได้เสด็จไปประทับที่บ้านของกงสุลอังกฤษเพื่อลี้ภัยเท่านั้น  หากแต่ทรงขอความคุ้มครองจากรัฐบาลอังกฤษอีกด้วย

                       ดังนั้น  หลังจากที่บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งหลาย  ต่างเข้ามาช่วยกันกราบทูลไกล่เกลี่ยแล้ว  การเจรจาประนีประนอมระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงได้เกิดขึ้น

                       แต่ก่อนที่จะไปดูขอเรียกร้องทั้ง ๑๐ ประการที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงเสนอขึ้น  เพื่อยุติความขัดแย้งในครั้งนี้ก็น่าที่จะย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีตอันมีมาแต่ต้นรัชกาลกันก่อน 

                       วังหน้าตามพระราชประเพณี  คือ  ผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้นในฐานะรัชทายาทเพื่อสืบราชสมบัติต่อไป  ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งพระอนุชา หรือพระราชโอรส  แต่ทว่า "วังหน้า"  อันได้แก่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญนั้น  มิได้ทรงสถาปนาขึ้นโดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกสรรด้วยพระองค์เองแต่ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นจากที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการขุนนางผู้มีอำนาจในปีพ.ศ. ๒๔๑๑ ทั้งโดยการสนับสนุนและชี้แนะของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์  ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลานั้นเป็นสำคัญ

                        นอกจากนี้แล้ววังหน้ายังมีกำลังทหาร  กำลังคน  รวมทั้งเงินภาษีอากรที่ขึ้นอยู่กับกรม  เทียบเท่ากับที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยมีนั้น  ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงพอพระราชหฤทัย  ด้วยทรงเห็นว่าเป็นการไม่สมควร  เพราะกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงอยู่ในฐานะวังหน้าซึ่งมีพระอิสริยยศต่ำกว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  ผู้เป็นพระราชบิดา  ที่ทรงมีพระอิสริยยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ 

                        อนึ่ง  กรมพระราชวังบวรสถานมงคลนี้  ตามสายตาของชาวต่างประเทศที่เข้ามาเมืองสยามในเวลานั้น  ถือว่าเป็นตำแหน่งรัชทายาทที่จะได้สืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้าแผ่นดิน  ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ราชโอรสของพระองค์สืบสันตติวงศ์ต่อไป

                       สำหรับเหตุแห่งความบาดหมางที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นและนำมาสู่จุดของความขัดแย้งที่เผชิญหน้ากันครั้งนี้  น่าจะมาจากเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเร่งปฏิรูปการปกครองแผ่นดินนับตั้งแต่พระราชบัญญัติ หอรัษฎากรพิพัฒน์ก็ดีเคาน์ซิลออฟสเตตก็ดีและปรีวี่เคาน์ซิลก็ดีตลอดจนถึงการจัดระบบระเบียบการคลังใหม่

                       ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายนี้ได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นในฝ่ายวังหน้าของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเป็นอย่างยิ่งด้วยเห็นว่าการปฏิรูปของวังหลวง  ซึ่งนอกจากจะสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้แก่วังหน้าแล้วยังเป็นภัยคุกคามต่อสถานภาพของเจ้านายในวังหน้าอย่างหน้าหวั่นเกรงอีกด้วย  อีกทั้งฝ่ายที่สนับสนุนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอันประกอบไปด้วย พระบรมวงศานุวงศ์และบรรดาขุนนางส่วนหนึ่งก็มีท่าทีดูแคลนไม่พอใจพฤติกรรมของวังหน้าและกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญอย่างเปิดเผยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  ด้วยเห็นว่าวังหน้านั้นมักจะเข้าอิงพิงพึ่งมหาอำนาจต่างชาติมากเกินไป

                       กรณีไฟไหม้ในพระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์วังหน้านั้น  แม้จะไม่มีหลักฐานที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่าต่างชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษได้เข้ามายุ่งเกี่ยวอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย  แต่ก็มีข้อคิดจากหลักฐานทางบุคคลที่ไม่ควรจะละเลยไปเสีย เช่น  ข้อเขียนของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ปราโมช เป็นต้น 

                      หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ได้เขียนลงในคอลัมน์ตอบปัญหาประจำวันในหน้าหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันเอาไว้เมื่อวันที่  ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๒  โดยกล่าวถึงหม่อมเจ้าฉวีวาดผู้มีศักดิ์เป็นป้าของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ปราโมช ว่า  หม่อมเจ้าฉวีวาด ได้สมรสกับ พระองค์เจ้าเฉลิมลักษณวงศ์ ผู้เป็นอนุชาของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ  จึงได้ไปฝักใฝ่อยู่ทางวังหน้า  และโดยเหตุที่หม่อมเจ้าฉวีวาดเป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูงและขาดสติสัมปชัญญะ  จึงคิดที่จะยกย่องกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญให้ขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดิน  โดยคิดกำจัดหรือลดพระราชอำนาจพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลงไป  ในการนี้หม่อมเจ้าฉวีวาดได้คบคิดกับกงสุลใหญ่ของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง  ซึ่งฝักใฝ่อยู่ข้างวังหน้าและมีนโยบายจะเอาเมืองไทยเป็นเมืองขึ้น  หม่อมเจ้าฉวีวาดจึงได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จากกงสุลผู้นั้น  คิดแผนการร้ายขึ้นร่วมกับบุคคลอื่นๆอีกหลายคน  รอบจุดไฟเผาพระราชวังบริเวณใกล้กับตึกที่เก็บดินดำ  ประสงค์จะให้ดินดำนั้นระเบิดขึ้น  เมื่อกระทำการไม่สำเร็จ  หม่อมเจ้าฉวีวาดจึงหลบลี้หนีราชภัยไปอยู่เมืองเขมร  เป็นเหตุให้พระองค์เจ้าคำรบ พระบิดาของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ต้องตกระกำลำบาก  เพราะมารดาซึ่งชราภาพแล้วถูกริบราชบาตร  หากไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ  รัชกาลที่ ๕ ทรงชุบเลี้ยงไว้ ก็คงไม่อาจจะเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้  หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ยืนยันว่า  เรื่องราวทั้งหมดนี้มีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏอยู่ที่เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาบดี  (หม่อมราชวงศ์ ปุ้ม  มาลากุล )   ที่ได้รับมาจากกรมหมื่น ปราบปรปักษ์ผู้เป็นพระบิดาอีกต่อหนึ่ง 

                      นอกจากนี้  หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ยังได้เขียนถึง หม่อมเจ้าฉวีวาด  ผู้หนีราชภัยในวิกฤตการณ์วังหน้าครั้งนั้น   ดังปรากฏในหนังสือชื่อ  "โครงกระดูกในตู้"   มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า 

                      นายน็อกซ์  (โทมัส  น็อกซ์)   กงสุลใหญ่ของอังกฤษในรัชกาลที่ ๕  ก็คิดจะเอาอำนาจอังกฤษมาแบ่งเมืองไทยออกเป็นสอง  คือ สยามเหนือกับสยามใต้  ให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงครอบครองตั้งแต่กรุงเทพฯ ขึ้นไปถึงเชียงใหม่  และให้พระบัณฑูร (กรมพระราชวังบวรฯ)  ทรงครอบครองหัวเมืองภาคใต้ทั้งหมด  ท่านป้าฉวีวาดไม่รู้จักศัพท์ว่า  Divide and Rule

                      เมื่อหันมาดูข้อเรียกร้องรวม ๑๐ ประการของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ที่ทรงยื่นเสนอเพื่อยุติศึกวิกฤตการณ์ครั้งนี้ จะเห็นว่ามีสาระสำคัญดังนี้ 

 ๑.  ว่าที่ของเคยได้แลทำมาตั้งแต่ปีมะโรงสัมฤทธิศกอย่างใด  ข้อให้คงอยู่ตามเดิม  อย่าชักถอนตัดรอนลดเสีย

 ๒.  ว่าถ้ามีเหตุการณ์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ที่ทำให้แปลกปราดกว่าตามเคย  เป็นที่สงสัยก็ให้มีพระราชหัตถเลขาไปมาไถ่ถามให้เป็นยุติธรรม  ถ้าไถ่ถามไม่สิ้นสงสัยแล้วขอให้แจ้งความกับท่านที่มีชื่อลงในหนังสือประนีประนอมก่อน  อย่าให้ทำการเป็นที่สะดุ้งตกใจเหมือนอย่างที่ทำมาแต่หลัง

 ๓.  ว่าอย่าให้ชักผู้ถอนคนให้ข้าพลัดเจ้าบ่าวพลัดนาย  ขอให้คงอยู่ตามเดิม 

 ๔.  ว่าอย่าให้คนทั้งปวงหมิ่นประมาท  ดูถูก  ด้วยกริยาและวาจาต่างๆ ได้

 ๕.  ว่าข้าราชการในพระราชวังบวรฯ เป็นถ้อยความสิ่งใด  ขอให้ชำระโดยยุติธรรมแล้วให้ต่อว่าได้ด้วย

 ๖.  ว่าเงินภาษีอากรที่เคยได้มาแต่ก่อนนั้น  ภาษีใด อากรใด ฟ้องขาด  เงินนั้นก็ขาดลงตามเงินในพระบรมมหาราชวัง
ภาษีใด อากรใดประมูลเงินขึ้นในพระบรมมหาราชวัง  เงินภาษีอากรในพระราชวังบวรฯ  ก็หาขึ้นด้วยไม่  มีแต่ขาดไปทุกปีๆ  ขอว่าถ้าเงินภาษีอากรในพระบรมมหาราชวังขึ้นก็ขอให้เงินในพระราชวังบวรฯ  ขึ้นด้วยตามร้อยละห้า ฤๅร้อยละสาม  ถ้าเงินตกก็ตกด้วยร้อยละห้า  ฤๅร้อยละสาม  ซึ่งมีอยู่ในภาษีอากรนั้นๆ

 ๗.  ว่าเดิมเงินภาษีอากรเคยได้มาแต่เดิมนั้นก็ตัดเสียหาได้ไม่  ขอให้ได้ตามเดิม

 ๘.  ว่าเจ้าพนักงานฝ่ายพระราชวังบวรฯ  เคยประทับตราตั้งเจ้าภาษีนายอากรด้วย  แต่ตัดเสียประมาณสองปีมาแล้ว บัดนี้จะขอให้ประทับตราตามเดิมจะได้รู้ตัวเจ้าภาษีนายอากรและเรียกร้องตักเตือนเงินในพระราชวังบวรฯ ได้โดยง่าย

 ๙.  ว่าปูนขาวที่ได้ส่งไปแต่พระบรมมหาราชวัง  ได้ใช้ทำการซ่อมแซมพระราชวังบวรฯ  ที่ชำรุดหักพังเป็นของสำหรับแผ่นดินปีละ  ๕๐๐-๖๐๐ เกวียนบ้าง  ก็ตัดเสียหาให้ไม่ประมาณสี่ปีมาแล้วที่นี้ขอให้ได้ตามเดิม

๑๐.  ว่าถ้าทำหนังสือประนีประนอมฝ่ายละฉบับแล้ว  ให้ท่านเสนาบดีกับกงสุล เยนเนราล อังกฤษกับกงสุลฝรั่งเศสลงชื่อเป็นพยานไว้ด้วย  แต่ความเรื่องนี้เนิ่นนานมาแล้ว มิสเตอร์ นุมัน (นิวแมน) ผู้ว่าการแทนกงสุลเยนเนราลอังกฤษได้บอกออกไปถึง คอนเวอนแมนอังกฤษได้ทราบว่า คอนเวอนแมนอังกฤษได้ตั้งให้เจ้าเมืองสิงคโปร์เข้ามาระงับการ  แต่เรื่องนี้ควรจะรอเจ้าเมืองสิงคโปร์เข้ามาก่อน  แต่บัดนี้เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี ขอกับมิสเตอร์ นุมัน ผู้ว่าการแทนกงสุลเยนเนราลให้บอกข้าพเจ้าขอดูคำประนีประนอมที่จะเอาอย่างไร  ข้าพเจ้าจึงได้เขียนคำประนีประนอม
ส่งขึ้นมาให้พอท่านดูเป็นสำเนา  แต่ที่จะแล้วกันนั้นจะต้องรอเจ้าเมืองสิงคโปร์เข้ามาก่อนจึงจะแล้วกันได้  แต่ความเรื่องนี้ข้าพเจ้าเขียนโดยเร็ว  หาทันได้ตรึกตรองได้ละเอียดไม่  เจ้าเมืองสิงคโปร์เข้ามาถึงเมื่อไรข้าพเจ้าขอเพิ่มเติมอีกบ้าง

         (ยังมีต่อ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2010, 13:42:38 โดย siriphong » บันทึกการเข้า

siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,957



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2010, 14:55:50 »

     ความตามพระประสงค์ของกรมพระราชวังบวร เป็นเนื้อความ ๑๐ ข้อนี้ ได้ส่งมายังพระยาภานุวงศ์โกษาธิบดี เมื่อได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว โปรดให้สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ สมเด็จเจ้าพรัยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ และเสนาบดีทั้งหลาย ประชุมปรึกษาหารือกัน นำคำประนีประนอมมาพิจารณาว่า ข้อความใดบ้างที่ควรจะยอมทำถวาย ตามพระประสงค์กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญได้บ้าง
   
     สมเด็จเจ้าพระยาฯ ซึ่งในขณะนั้นได้ไปพำนักอยู่ที่เมืองราชบุรี ก็ได้เดินทางมาร่วมประชุมกับคณะจัดทำคำประนีประนอม เมื่อที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันที่จะตอบข้อประนีประนอม ของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญแล้ว ก็นำคำประนีประนอมนั้น เสนอต่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญโดยพระบรมราชานุญาต ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดังนี้

     พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ แลสมเด็จเจ้าพระยากับท่านเสนาบดี ซึ่งได้ลงชื่อท้ายหนังสือนี้ ปรึกษาพร้อมกันทำคำประนีประนอมถวายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ด้วยการที่ได้เสด็จลงไปประทับอยู่ในบ้านกงสุลเยนเนราลอังกฤษครั้งนี้ เพราะมีความสัดุ้งพระทัยหวาดหวั่นด้วยการระวังพระองค์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ได้ทราบทุกประการแล้ว ที่เสด็จละทิ้งพระราชวังซึ่งเป็นวังราชอิสริยยศลงไปอาศัยอยู่บ้านกงสุลเยนเนราลอังกฤษดังนี้ ไม่ควรแก่ขัตติยราชตระกูลราษฎรแลลูกค้าไทยจีนชาวต่างประเทศทั้งปวงก็เป็นที่หวาดหวั่นครั่นคร้าม ไม่รู้จะมีเหตุร้ายอันตรายกับบ้านเมืองประการใด การค้าขายของลูกค้าก็ร่วงโรยไปเป็นอันมาก ข้าพเจ้าที่ได้ลงชื่อในหนังสือนี้ขอให้เสด็จกลับขึ้นมาประทับอยู่ในพระราชวังบวรฯ คงเป็นที่พระราชวังบวรฯ ตามเดิม การข้างหน้าต่อไป เหตุร้ายอันตรายสิ่งใดที่จะบังเกิดขึ้น ข้าพเจ้าผู้ที่ได้ลงชื่อในหนังสือนี้จะรับประกันตามความที่เป็นยุติธรรม มิให้มีเหตุอันตรายสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มิได้เป็นยุติธรรมนั้นบังเกิดแก่พระองค์ได้ ขอให้ทรงดำริถึงราชตระกูลแลแผ่นดิน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเป็นปฐมบรมกษัตริย์ที่ได้สืบสันตติวงศ์ดำรงตระกูลต่อเนื่องกันมาจนถึงแผ่นดินปัจจุบันนี้ให้จงมาก จึงจะสมควรกับขัตติยราชตระกูล ถ้าทรงเห็นชอบยอมเสด็จกลับมาประทับในพระราชวังบวรฯ ตามเดิมแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายจะทำหนังสือประนีประนอมเป็นเนื้อความ ๔ ข้อ ถวายให้เป็นที่ไว้วางพระทัย จะมิให้เป็นที่หวาดหวั่นสะดุ้งสะเทือนต่อไป แลหนังสือประนีประนอม ๔ ข้อนั้น

    ๑.  ว่าให้กรมพระราชวังบวรฯ ทรงประพฤติพระราชอิสริยยศตามอย่างกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งได้เป็นมาแต่ก่อนทุกประการ ไม่ยอมให้พระราชอิสริยยศเหมือนอย่างพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ท่านมียศใหญ่เหมือนอย่างสมเด็จพระเอกาทศรฐครั้งในแผ่นดินพระนเรศวรเป็นเจ้า

    ๒.  ว่าการสิ่งใดสิ่งหนึ่งในพระราชวังบวรฯ ที่กรมพระราชวังบวรฯ แต่ก่อนเคยประพฤติราชธรรมเนียมเป็นอย่างธรรมดา ก็ให้ประพฤติตามราชธรรมเนียมดังนั้นทุกประการ อนึ่ง ถ้าจะมีการงานขึ้นสิ่งใดที่จะต้องเรียกผู้คนใช้สอยที่เป็นการผิดแปลกปราดกว่าธรรมดา ก็ให้กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองพระบาทก่อน ถ้าเป็นการเล็กน้อยก็ให้ทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ หรือบอกกล่าวเสนาบดีให้ทราบก็ใด้

    ๓.  ว่าถ้ามีที่เสด็จไปในทางวันหนึ่ง ราตรีหนึ่งก็ดี เป็นทางใกล้เห็นว่าไม่ควรจะกราบบังคมทูลพระกรุณา ก็ต้องให้ทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ หรือบอกท่านเสนาบดีก่อน ถ้าจะเสด็จทางไกลแรมหลายวันหลายราตรีต้องกราบบังคมทูลพระกรุณาแด้พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบเสียก่อนจึงเสด็จได้

   ๔.  เมื่อมีเหตุการณ์ที่เป็นความเกี่ยวข้องหมองหมางผิดประหลาดสิ่งใดให้เป็นที่สะดุ้งสะเทือนก็ให้มีพระอักษรมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ จะได้ทรงชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นให้ทราบ จะได้สิ้นความสงสัย ถ้ายังไม่สิ้นความสงสัยแล้ว จะโปรดให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ แลสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ กับท่านเสนาบดีประชุมปรึกษาช่วยกันระงับเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นนั้นให้แล้วตามความยุติธรรม อนึ่ง ถ้ามีผู้นำเหตุการณ์สิ่งใดขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา หรือทรงทราบเหตุการณ์สิ่งใดที่แปลกพระเนตรพระกรรณประหลาดกว่าตามธรรมเนียม จะมีพระราชหัตถเลขาไปไต่ถามให้ทราบ ถ้ายังไม่ทรงสิ้นสงสัยก็จะทรงปรึกษากับพระบรมวงศานุวงศ์แลบอกท่านเสนาบดีผู้เป็นพยานการประนีประนอมทั้ง ๒ ฝ่าย จะไม่ทรงให้เป็นการสะดุ้งสะเทือนก่อนยังไม่ปรึกษาให้เป็นที่หวาดหวั่น

     นอกจากความประนีประนอมที่บรรดาเสนาบดีเสนอต่อกรมพระราชวังบวรฯ รวม ๔ ข้อดังกล่าวนี้แล้ว ยังมีข้อเพิ่มเติมอันเป็นข้อเสนอหรือ " ความไขข้อเพิ่มเติม" ในพระราชประสงค์ของกรมพระราชวังบวรฯ อีกหลายข้อที่น่าสนใจ ด้วยเป็นข้อที่สะเทือนถึงความร้าวฉานแต่เดิมๆ ที่มีมาระหว่างวังหลวงกับวังหน้าทั้งสิ้น

     จากข้อเสนอของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญแห่งวังหน้า จะเห็นได้ว่า วังหน้ามุ่งที่จะรักษาความสำคัญของพระองค์และคนของวังหน้าเอาไว้ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปภาษีอากรของวังหลวง อันทำให้กระทบกระเทือนถึงผลประโยชน์ทางรายได้ทางเศรษฐกิจของวังหน้าโดยตรง และที่เหนืออื่นใดคือความไม่ไว้วางใจของวังหน้าที่มีต่อวังหลวง หรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะข้อเสนออันหนักแน่นของวังหน้าที่จะอาศัยอำนาจจากต่างชาติอย่างฝรั่งเศษ และโดยเฉพาะอังกฤษเข้ามาค้ำจุน เช่น สัญญาทั้งหมดที่กระทำต่อกันนั้น จะต้องรอตัวแทนจากอังกฤษผู้เป็นเจ้าเมืองสิงคโปร์เสียก่อนจึงจะตกลงกัน ในขณะที่ข้อประนีประนอมของวังหลวงหรือคณะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เน้นที่ต้องการให้วังหน้าอยู่ในพระอิสริยยศตามราชประเพณ๊ที่กรุงรัตนโกสินทร์เคยเป็นมา ตลอดจนการวางขอบเขตอำนาจ กำลังคน กำลังอาวุธของวังหน้า เพื่อสยบความเคลื่อนไหวในต่อไปในภายภาคนั้น สิ่งที่คณะเสนาบดีปฏิเสธเป็นเด็ดขาดก็คือการเข้าแทรกแซงของมหาอำนาจต่างชาติ

      ด้วยเหตุที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเมื่อเสด็จออกจากพระราชวังบวรฯ ไปประทับอยู่ที่สถานกงศุลอังกฤษนั้นไม่ได้ประทับลี้ภัยธรรมดา หากแต่พระองค์ได้ขอความคุ้มครองจากรัฐบาลอังกฤษด้วย รัฐบาลอังกฤษจึงมีคำสั่งไปยัง เซอร์แอนดรูว์ คลาร์ก ผุ้สำเร็จราชการหรือเจ้าเมืองสิงคโปร์ให้เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อไกล่เกลี่ยยุติข้อบาดหมางครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งเสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่ ต่างก็วิตกกังวลเกรงว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะเป็นช่องทางให้มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ อันอาจจะทำให้สยามต้องสูญเสียเอกราชได้ในที่สุดจึงได้พยายามหาหนทางประนีประนอมกับกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ความไขข้อเพิ่มเติม" หรือว่าเสนอเพิ่มเติมที่คณะเสนาบดียื่นต่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญนั้นมีข้อความที่น่าสนใจว่าดังนี้

     ๑.  ให้กรมพระราชวังบวรฯ ทรงประพฤติราชธรรมเนียมดังนี้ ให้อุปราชาภิเษก เฉลิมพระราชมณเฑียรเป็นกรมพระราชวังบวรฝ่ายหน้ารับพระสุพรรณบัฏ สถิตย์พระราชวังบวรฯ รับพระราชบัณฑูรทรงศักดินา ๑๐๐,๐๐๐ ลงอาญาได้ แต่จำ ตี ประหารชีวิต ริบราชบาทว์ มิได้ และจะตั้งข้าราชการได้ตามควรในตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯ แต่ก่อนมา

     ๒.  เงินภาษีอากรที่เป็นเงินขั้นในกรมพระราชวังบวรฯ มาแต่ก่อนนั้นน้อย ในแผ่นดินปัตยุบัน กรมพระราชวังบวรพระองค์นี้เคยได้มาอย่างไร ก็จะพระราชทานให้ตามอย่างเคยให้

     ๓. ขุนนางข้าราชการที่พระราชวังบวรฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจะต้องพระราชประสงค์ผู้หนึ่งผู้ใด ก็จะมีพระบรมราชองค์การขอมาตั้งแต่ตามเคยมาแต่ก่อน ถ้ากรมพระราชวังบวรฯ จะต้องพระประสงค์ข้าราชการผู้ใดในพระบรมมหาราชวัง ก็ให้ลงมากราบบังคมทูลพระกรุณาขอแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ

     ๔.  ว่าทหารปืนใหญ่ปืนน้อยอย่างไรในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรฯ ต่อมาในแผ่นดินปัตยุบันนี้ก็ยังคงมีอยู่ตามเดิม ยังมิได้จัดให้เป็นแบบอย่างให้สมควรกับธรรมเนียมกรมพระราชวังบวรฯ ราษฎรจะเป็นที่หวั่นหวาดนิยมไปต่างๆ ตามวิสัยคนที่มิรู้ประมาณการ บัดนี้ขอรีบพระราชทานจัดให้เป็นธรรมเนียมในกรมพระราชวังไว้ และจะได้เป็นที่วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน แลข้าราชการ แลราษฎรจะได้เป็นที่วางใจได้ แต่นี้ต่อไปจะให้มีทหารปืนเล็กที่มีอาวุธ สำหรับพระเกียรติยศในกรมพระราชวังบวรฯ ทั้งนายไพร่เฉพาะ ๒๐๐ คน แต่ปืนใหญ่ที่มีอยู่ในพระราชวังบวรฯ ที่ใช้ได้แลกระสุนดินดำนั้น จะขอให้ลงมารวบรวมไว้เป็นของกลางสำหรับรักษาแผ่นดินเป็นแห่งเดียว แต่คนซึ่งเป็นทหารปืนใหญ่นั้นก็ให้คงอยู่ในพระราชวังเดิม เมื่อถึงเวลาฝึกหัดก็ให้เจ้ากรม ปลัดกรมคุมไพร่ไปฝึกหัดที่สนามไชยเหมือนกับทหารในพระบรมมหาราชวังที่ได้ฝึก ก็ให้เจ้ากรม ปลัดกรมมารับปืนแลกระสุนดินต่อเจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานในพระบรมมหาราชวังจะจ่ายให้ไปตามสมควรแก่ราชการ การที่ได้ขอปืนใหญ่ไปรวบรวมไว้แห่งเดียวเป็นของกลางสำหรับแผ่นดินดังนี้ ก็เพราะจะมิให้เป็นที่หวาดหวั่นมีข้อระแวงสงสัยแก่กันต่อไปภายหน้า

     ๕. กระสุนดินดำแลเครื่องศาสตราวุธที่ชำรุดแตกหักเป็นของใช้ไม่ได้แล้ว ถ้าจะจัดซื้อหาขึ้นใหม่แทนของเก่าหรือจะจัดหาซื้อเพิ่มเติมขึ้นอีก ก็ให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองฯ และแจ้งความต่อ ฯพณฯ ที่สมุหพระกลาโหม ถ้าโปรดอนุญาตยอมจึงจะจัดหาซื้อเพิ่มเติมขึ้นได้ ถ้าเป็นอาวุธต่างๆ ซึ่งจะใช้ให้เป็นพระแสงสำหรับทรงนั้นถึงไม่ต้องบอกก่อนก็ได้ สำหรับข้อเสนอของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญมีหลายข้อด้วยกัน เป็นต้นว่า ขออย่าให้คนทั้งปวงหมิ่นประมาทดูถูกหรือว่าการชำระความขอให้มีความยุติธรรม และรวมทั้งข้อที่ว่าขอปูนขาวไปซ่อมแซมวังหน้านั้นคณะเสนาบดีผู้ไกล่เกลี่ยมองเห็นเป็นเรื่องหยุมหยิมไม่จริงจังอะไรนัก

     ส่วนความในข้อ ๑๐ ที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเสนอว่าถ้าทำหนังสือประนีประนอมแล้วจะให้กงศุลอังกฤษกับกงศุลฝรั่งเศสลงชื่อเป็นพยานไว้ด้วย คณะเสนาบดีเห็นพ้องต้องกันว่าแค่ทำหนังสือนำส่งสำเนาบอกความแก่กงศุลทุกประเทศให้ทราบทั่วกันก็ถือว่าเป็นพยานอยู่แล้วคงไม่ต้องถึงกับให้กงศุลทั้ง ๒ ประเทศนี้เข้ามาเกี่ยวข้องเซ็นชื่อไว้เป็นพยาน

     แต่อย่างไรก็ตามกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็มีหนังสือตอบมายังคณะเสนาบดีเป็นความว่า "แจ้งความมายังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ แลท่านเสนาบดีด้วยท่านทำคำแก้คำประนีประนอมมาเชิญข้าพเจ้ากลับไปนั้น ข้าพเจ้ามีความยินดีขอบใจท่านเป็นอันมาก แลข้าพเจ้าทำคำประนีประนอมขอขึ้นไป ๑๐ ข้อนั้น เห็นว่าเป็นยุติธรรมอยู่แล้ว แต่ข้อความประนีประนอมของท่านซึ่งมีมานั้น หาเหมือนกันกับที่ข้าพเจ้าขอขึ้นไปไม่ ข้อยังผิดกันอยู่นั้นเห็นเป็นสำคัญของข้าพเจ้า ไม่อยากให้เป็นความเถียงกัน ข้าพเจ้าเห็นความเรื่องนี้จะไม่ตกลงกัน และได้ทราบความว่าเจ้าเมืองสิงคโปร์จะเข้ามาข้าพเจ้าเห็นดีที่จะรอไว้จนเจ้าเมืองสิงคโปร์เข้ามา จึงค่อยว่ากัน จะได้เป็นคนกลางจึงจะควร

     แจ้งความมา ณ วัน ๕ ฯ๙ ค่ำ ปีจอ ฉศก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2010, 23:47:45 โดย siriphong » บันทึกการเข้า

siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,957



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2010, 11:48:59 »

                     การที่กรมประราชวังบวรวิไชยชาญ หวังพึ่งพิงอิงต่างชาตินี้ เพราะกงสุลอังกฤษหรือนายโธมัส น็อกซ์ ที่กรมพระราชวังบวรฯ ทรงหลบไปลี้ภัยและขอความคุ้มครองจากรัฐบาลอังกฤษนั้น เป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับวังหน้าเป็นพิเศษ เนื่องจากเคยเป็นครูฝึกทหารรับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระราชบิดาของกรมพระราชวังบวรฯ มาก่อน เป็นเหตุให้เกิดความขุ่นเคืองแก่บรรดาพระบรมวงศ์สานุวงศ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ทั้งหลาย แม้แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ซึ่งสนับสนุนวังหน้ามาตลอด และเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาเชิญลงมาจากเมืองราชบุรีเพื่อไกล่เกลี่ยเรื่องนี้โดยเฉพาะนั้น ก็ยังทนไม่ไหวต่อพฤติกรรมของวังหน้า ถึงกับมีหนังสือปรึกษาความผิดของวังหน้าไปยังพระบรมวงศ์สานุวงศ์ เสนาบดี เคาน์ซิลลอร์ออฟสเตต ปรีวี่เคาน์ซิลลอร์และข้าราชการทั้งปวง

                  ต่อไปนี้เป็นหนังสือปรึกษาความผิดของวังหน้าที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ มีไปยังพระบรมวงศ์สานุวงศ์ เสนาบดี เคาน์ซิล และข้าราชการทั้งปวง มีใจความตอนหนึ่งว่า

                   ครั้นถึงวันพฤหัสบดี เดือนอ้าย แรมแปดค่ำ ปีจอ ฉศก สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานั้นทุกประการแล้ว ได้ปรึกษาท่านเสนาบดี คิดจะระงับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย ครั้น ณ วันศุกร์ เดือนอ้าย แรมเก้าค่ำ ปีจอ ฉศก สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้หาพระยาจำนงสรไกรลงมาสั่งว่า เวลาพรุ่งนี้จะขึ้นไปเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ ทูลไกล่เกลี่ยเสียให้หายเหตุการณ์ที่เป็นการระวังด้วยกันทั้งสองฝ่าย ครั้นพระยาจำนงสรไกรนำความกราบทูลทรงทราบว่าสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ไปเฝ้า ค่ำลงประมาณแปดทุ่มเศษ กรมพระราชวังทิ้งละพระราชวังอิสริยยศ แลพระราชวงศ์สานุวงศ์ ข้าราชการลงไปอาศัยกงสุลอังกฤษ ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเสาร์ เดือนอ้าย แรมสิบค่ำ ปีจอ ฉศก เวลาเช้า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จึงให้ท่านเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ที่สมุหพระกลาโหม ลงไปเชิญเสด็จขึ้นมา ณ จวนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ พร้อมด้วยท่านเจ้าพระยาภูธราไภย ท่านเจ้าพระยาสุรวงศ์ไววัฒน์ ท่านเจ้าพระยาภาณุวงศ์ ท่านเสนาบดี ก็ได้ทูลเหนี่ยวหน่วงเล้าโลมหลายอย่างหลายประการ เพราะปรารถนาที่จะไม่ให้เสด็จกลับไปอาศัยบ้านกงสุลอังกฤษนั้น กรมพระราชวังบวรฯ ท่านก็มิได้ทรงเห็นชอบในถ้อยคำของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เมื่อเห็นพระอัทธยาไศรยบากบั่นไปดังนั้นแล้ว จึงได้ทูลวิงวอนชวนให้พักอยู่ที่จวนของท่านอย่าได้เสด็จกลับลงไปอาศัยบ้านกงสุลอังกฤษ ท่านก็มิยอมอยู่ที่จวน ก็เสด็จกลับไปด้วยเรื่องกงสุลอังฤกษ สมเด็จเจ้าพระยาบรมหมาศรีสุริยวงศ์ จึงเข้ามาเฝ้าทูลละออธุลีพระบาทกราบบังคมทูลพระกรุณา ซึ่งกรมพระราชวังบวร ประพฤติเหตุนั้นทรงทราบทุกประการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบแล้ว ทรงพระกรรแสเสียพระราชหฤทัยเป็นอันมาก เพราะเหตุการณ์ที่เป็นต่อกันนั้น ก็เป็นการระวังระแวงพระองค์ที่จะไม่ให้มีเหตุการณ์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะมีพราะราชประสงค์ที่จะคอยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์กลับจากเมื่องราชบุรีแล้ว จะได้ไกล่เกลี่ยให้เรียบร้อยเป็นปกติดีไปตามเดิม สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็เข้ามาถึงแล้ว ไม่ควรกรมพระราชวังบวรฯ จะเป็นไปได้ดังนี้เลย จึงได้โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ลงไปเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ ให้ทูลเล้าโลมวิงวอนให้เสด็จกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง กรมพระราชวังบวรฯ ก็มิได้ทรงยินดีในถ้อยคำสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ที่ได้อุตส่าห์ติดตามลงทูลถึงบ้านกงสุลอังกฤษ ซึ่งกรมพระราชวังบวรฯ ละทิ้งพระราชวังและพระอิสริยยศแลพระราชวงศ์สานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อย ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน เสด็จพระเจ้าคุณเอมจอมมารดากับพระองค์เจ้าเนาวรัตน์ พระองค์เจ้าวงจันทร์ น้องหญิงหม่อมปริก ไปกับพระยาวิสูทโกษา พระยาสุรินราชเสนีย พระยาจำนงสรไกร พระยาภักดีภูธร พระยาโยธาเขื่อนขันธ์ พระยาอัศดาเรืองเดช พากันลงไปอาศัยบ้านกงสุลอังกฤษ ปรารถนาที่จะเอาอำนาจอังกฤษ ไปข่มขู่ให้สมปรารถนา แลทำให้เสื่อมเสียประราชประเพณีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นปฐมบรมราชวงศ์เสียไปดังนี้ พระบรมวงศ์สานุวงศ์ ท่านเสนาบดี เคาน์ซิลลอร์ออฟสเตต แลปรีวี่เคาน์ซิล ข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อย ในพระบรมมหาราชวัง แลข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อย ในพระราชวังบวรฯ จะเห็นความประการใดให้ว่ามาตามใจที่เห็น

                          ในที่สุดฉากการเมืองเรื่องนี้ก็ปิดลงจนได้ เมื่อเซอร์แอนดูรว์ คลาร์ก ผู้สำเร็จราชการเมืองสิงค์โปร์ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษได้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือนสาม ขึ้นสิบสามค่ำ จ.ศ. ๑๒๓๖ (พ.ศ ๒๔๑๗) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้การต้อนรับ เซอร์แอนดูรว์ คลาร์ก และคณะอย่างดียิ่ง ทรงมีรับสั่งกับ เซอร์แอนดูรว์ คลาร์กว่า ".....เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาภายในพระราชวังที่จะจัดการกันเองได้....." ซึ่งเซอร์แอนดูรว์ คลาร์ก ก็เห็นด้วยว่าไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะเข้ามาแทรกแซงในปัญหาขัดแข้ง ที่ถือว่าเป็นการภายในของพระราชวงศ์ไทย พร้อมกันนั้นก็เห็นว่าพฤติกรรมของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญกับข้อเสนอของทางวังหน้านั้น เป็นเรื่องไร้เหตุผล "....เป็นการล่วงล้ำที่ไม่สมควรอย่างชัดเจนต่อศิทธิในอธิบไตยของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ...."

                         นอกจากนี้ เซอร์แอนดูรว์ คลาร์ก ยังได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้แสดงความชื่นชมในพระราชกรณีกิจและความพยายามที่จะปรับปรุงประเทศของ "เจ้าชายหนุ่มผู้ชาญฉลาด" ทังยังได้กราบบังคมทูลยืนยันแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงสิทธิของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวในการควบคุมและออกพระราชบัญญัติทางการคลัง

                        ในที่สุดกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็ทรงยอมรับคำประนีประนอม โดยเสด็จกลับพระราชวังบวร เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๑๗ รวมระยะเวลาที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญประทับอยู่ที่สถานกุสุลอังกฤษเป็นเวลา ๑ เดือนกับ ๒๖ วัน

                         ในการเสด็จกลับพระราชวังของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระเกียรติยศเต็มที่ โปรดให้เสด็จประทับเรือเก๋งอันเป็นเรือพระที่นั่งของพระองค์กลับพระราชวังบวรฯ เพื่อให้สมพระอิสริยยศ ดังลายพระราชหัตถ์ที่ทรงมีถึงกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญดังต่อไปนี้

          ร.ที่ ๒๑๒                                                                                                  สมมุติเทวราชอุปบัต
                                                                                                              วัน ๕ฯ๓ ค่ำ ๑๒๓๖
          ถึงกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

                    ด้วยฉันได้ทราบว่า เจ้าคุณท่านจัดจะให้มาเรือเก๋ง บัดนี้ฉันมีความยินดี ได้จัดเรือเก๋งที่นั่งของฉัน
         ให้เจ้าหมื่นเสมอใจราชคุมมา ขอให้เธอลงเรือนั้นไป จะได้สมควรแก่เกียรติยยศ
                                                                                                               จุฬาลงกรณ์

                     เมื่อเหตุการณ์ยุติแล้วพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ทั้งยังได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างใหญ่หลวง และต่อมาเมื่อวันพฤหัสบดี เดือนสาม แรมห้าค่ำ ปีวอก  ฉศก ๑๒๓๖  ก็ได้ทรงตราพระราชกำหนดขึ้นฉบับหนึ่ง เป็นการยืนยันว่าถึงอย่างไรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงมีความรักความไว้วางใจในกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญอยู่

                     ทั้งนี้โดยข้อความในประกาศนั้นโปรดให้กรมพระราชวังบวรฯมีทหารรักษาพระองค์ได้ ๒๐๐ คน ภายใต้ข้อแม้ว่า "แต่ถ้าเราต้องการเรียกทหาร ๒๐๐ คนนั้นมาช่วยการเมื่อไหร่ เราจะมีคำสั่ง เซ็นต์ชื่อของเราให้เป็นสำคัญ ก็ต้องมาตามความประสงค์ของเรา"  นอกจากนี้ประกาศฉบับนี้ ยังมีสาระสำคัญความว่า

                      อนึ่ง การหนักการสำคัญและการที่รับผิดชอบในการแผ่นดินทุกอย่าง ฝ่ายในที่จะรักษาให้อยู่เป็นสุขและการฝ่ายนอกที่จะป้องกันรักษาราชอาณาเขตของเรานั้น เราได้บังคับสิทธิขาดอยู่กับเราผู้เดียวดังนี้ เพราะฉะนั้น แต่บรรดาเรือรบและเครื่องอาวุธต่างๆ กระสุนดินดำที่เป็นเครื่องรบต่างๆ ที่อยู่ในพระราชอาณาเขตของเรา จะต้องอยู่ในอำนาจเราผู้เดียวทั้งสิ้น ผู้อื่นจะมีไม่ได้เว้นไว้แต่เราจะอนุญาตให้ อนึ่ง แต่นี้ต่อไปเบื้องหน้า ถ้าเราจะจัดการได้ดังประสงค์ของเราแล้วนั้น คือเราจะจัดเงินแผ่นดินให้เป็นธรรมมั่นคงเรียบร้อยกว่าแต่ก่อน แลเรามีความประสงค์ที่จะให้การหนักของราษฏรที่มีอยู่นั้นให้เบาบางลงกว่าแต่ก่อน แลมิให้ประโยชน์และแรงของราษฎรเสียเปล่าได้ ถ้าแลเราได้คิดจัดการใหม่ที่จะเก็บเงินแลจ่ายเงินซึ่งเป็นผลประโยชน์ของเราประการใด เราจะรักษาผลประโยชน์ของพระบรมวงศ์เธอกรมพระราชวังนั้นด้วย ให้เหมือนกับธุระของเรา และความรับความยอมซึ่งเราได้ประกาศนี้ ก็เพราะบรมวงศ์เธอ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลได้กระทำสัตย์ให้เราใหม่ว่า จะได้รับนับถือความสุจริต ซื่อตรง และมีความภักดีในตัวเราแลอำนาจของเราต่อไป

                      ในที่สุดวิกฤตการณ์วังหน้าก็ได้ปิดฉากยุติลงอย่างปราศจากความรุนแรงใดๆ และพร้อมด้วยชัยชนะในการปฏิรูปราชการแผ่นดินต่อไปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ยังทรงยืนยันที่จะไม่เลิกเคาน์ซิลออฟสเตต ตามคำเรียกร้องของผู้คัดค้านบางกลุ่มที่ได้แสดงความไม่พอใจออกมา แม้แต่ในที่ประชุมเสนาบดีเพื่อหาทางประนีประนอมกับวังหน้า

                       แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตุว่า หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงดำเนินการปรับปรุง ปฏิรูป แก้ไขระเบียบการปกครองแผ่นดิน ที่เป็นธรรมเนียมเดิมต่างๆนั้นอย่างระมัดระวังและรอบครอบขึ้นกว่าเก่า ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีก จนอาจจะเป็นเหตุให้ต่างชาติฉวยโอกาสมาแทรกแซงการเมืองภายในของสยามได้ การดำเนินนโยบายต่างๆก็มีลักษณะที่ลดความรวดเร็วเด็ดขาดลงมาเป็นลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป วิกฤตการณ์วังหน้าครั้งนี้แม้ว่าจะมีผลดีในแง่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงสามารถลดและจำกัดอำนาจทางด้านการทหาร และในทางราชการบ้านเมืองของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญลงไปได้ แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ต้องทรงยอมรับฐานะของกรมหมื่นวิไชยชาญด้วยว่า ทรงเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลของพระองค์อย่างถูกต้องตามกฏหมาย

                     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2010, 14:01:18 โดย siriphong » บันทึกการเข้า

siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,957



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2010, 14:03:46 »

                                                  สาบานวัดพระแก้ว

               แม้ว่าต่อมาจะทรงประสบความสำเร็จในการจำกัดอำนาจของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญลงไปได้อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์วังหน้า แต่ก็เป็นเพราะว่าเกิดมาจากความยินยอมพร้อมใจของเจ้านายเสนาบดีทั้งหลายในขณะนั้นมากกว่า  เพราะไม่เห็นชอบกับการกระทำของกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งทรงดึงเอาอำนาจต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายใน  ขณะที่พระราชอำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้าอยู่หัวนั้นยังคงถูกท้าทายอยู่ตลอดเวลาและดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรแน่นอน  เป็นเหตุให้บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังสามัคคี  ไปประชุมกันที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ทำการถือน้ำพิพัฒน์สัตยามีใจความดังนี้ 

                "ถ้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ จะขอร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวตั้งใจทำราชการสนองพระเดชพระคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ให้สำเร็จตามบรมราชประสงค์ทุกสิ่งทุกประการและจะตั้งใจช่วยกันทำนุบำรุงพระราชโอรสของพระเจ้าอยู่หัวได้สืบสันตติวงศ์ต่อไป  มาตรว่าจะมีผู้อื่นซึ่งมิใช่เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นมาปกครองแผ่นดินและบ้านเมืองแล้วพวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะมิยอมทำราชการด้วยเป็นอันขาด  พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะดำรงอยู่ในสัตย์สุจริต  ไม่คิดหาผลประโยชน์ส่วนตัว  เป็นต้นว่าเบี้ยหวัดหรือเงินเดือนนอกจากที่จะได้รับพระราชทานเป็นอันขาด  ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะตั้งใจ ตั้งหน้าทำราชการสนองพระเดชพระคุณตามที่ได้ทำสัตย์ปฎิญญาและถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาไว้แล้วนี้  จะมิประพฤติตนให้ผิดแก่ความสัตย์สัญญาต่างๆ ซึ่งได้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาไว้  พวกข้าพระเจ้าทั้งหลายได้เขียนลายมือตนเองไว้เป็นสำคัญ  แต่วันอังคาร แรม ๘ ค่ำ เดือน ๘  ปีมะเส็ง  ตรีศก  จุลศักราช ๑๒๓๔ (พ.ศ. ๒๔๒๔) 

                การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาข้างต้นนี้ได้จัดเป็นพิธีพิเศษ  มีทั้งพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์และพราหมณ์แช่งน้ำ

               การกระทำสัตย์สาบานต่อกันนี้  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับรู้  และโปรดให้มีการถวายสัตย์ปฏิญญา ๒ ครั้ง  ครั้งแรกมีผู้ร่วมเข้าพิธี คือ 

๑.   เทวัญอุทัยวงษ์   กรมหมื่นเทวะวงษ์วโรประการ
๒.   ทวีวงศ์ถวัลยลาภ   กรมหมื่นภูธเรศธำรงค์ศักดิ์
๓.   เจิม     สุรศักดิ์   เจ้าหมื่นไวยวรนาถ
๔.   พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ   
๕.   หม่อมเจ้าปฤษฎางค์
๖.   เล็ก  ประเสริฐศักดิ์   เจ้าหมื่นศรีสรรักษ์
๗.   บุศร  นายเสน่ห์หุ้มแพร

                   เนื้อหาสาระในการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือคำสาบานต่อกันในครั้งแรกนั้นมีอยู่ ๑๐ ข้อ  ส่วนใหญ่ล้วนจะเป็นการแสดงน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่จะจงรักภักดีและรับราชการสนองพระเดชพระคุณร่วมกันป้องกันรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่และสมเด็จพระราชชนนี และให้ถือคำสัตย์ปฏิญาณนี้เป็นความลับ  สำหรับการกระทำสัตย์ปฏิญาณครั้งที ๒ นั้น  พระเจ้าน้องยาเธอ  กรมหมื่นเทวะวงษ์วโรประการณ์เป็นผู้จัดพระนามบุคคลลงบัญชีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงเลือก  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าเฉพาะพระบรมวงศ์ศานุวงศ์และข้าราชการส่วนหนึ่งที่ไว้วางพระราชหฤทัยและทรงคัดเลือกแล้วดังนี้

๑.    พระองค์เจ้าจิตรเจริญ
๒.    พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช
๓.    พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล  กรมหมื่นพิชิตปรีชากรณ์
๔.    พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ
๕.    พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต
๖.    พระยาฤทธิรงรณเฉท

                  ในการถวายสัตย์ปฏิญาณครั้งที่ ๒ นี้  เมื่อได้ทำหนังสือปฏิญาณตนเสร็จแล้วทุกคนก็จะลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานในหนังสือปฏิญาณ  แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  นอกจากคำสัตย์สาบานอันเป็นการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาแล้ว  ผู้ที่เข้าร่วมสาบานทั้งปวงยังได้ตรากฏหมายเฉพาะกลุ่มให้ถือปฏิบัติอีก ๑๓ ข้อ  ข้อห้ามสำคัญในกฏหมายนั้นคือ  ต้องการถือว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณนี้เป็นความลับแม้แต่บุตรภริยาก็จะต้องมิให้แพร่งพรายล่วงรู้  และถ้าหากผู้ใดดื่มสุราเมามายจนขาดสติ  ก็อาจจะถูกถอดหรือถูกไล่ออกจากคณะผู้ร่วมสาบานถวายสัตย์ปฏิญาณคณะนี้ได้

                  เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รับหนังสือคำสาบานถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วก็ทรงมีพระราชหัถเลขาตอบขอบใจดังนี้

                 "เรามีความยินดีที่ได้รู้น้ำใจแห่งท่านทั้งหลาย  ซึ่งประสงค์จะเป็นคนซื่อตรงต่อเรา  ไม่หาผลประโยชน์ส่วนตัว  ซึ่งย่อมเป็นที่ไว้วางใจประการหนึ่ง  กับอีกประการหนึ่งเราขอขอบใจพวกท่านทั้งหลายที่มีความจงรักภักดีต่อเราตลอดถึงลูกด้วย  เราขอขอบใจและอำนวยพรแก่พวกท่านทั้งปวงบรรดาที่ได้แสดงน้ำใจให้เราเห็นว่าเป็นที่ได้ดำรงคงสัตย์  ทั้งนี้ขอจงมีความเจริญ  อายุ  วรรณะ  สุข  พละ  ลาภ  ยศ  บริวาร  ให้ประกอบด้วยสติปัญญา  อุตสาหะ  อาจหาญทำการทั้งปวงได้สำเร็จดังประสงค์  ดำรงเกียรติยศให้ปรากฏสืบไป  ราชการจนตลอดบุตรหลานให้อนาคตแห่งราชตระกูลอันนี้เทอญ...."   จดหมายมา  ณ  วันอังคาร แรม ๘ ค่ำ เดือน ๘  ปีมะเส็ง  ตรีศก  จ.ศ. ๑๒๓๔  (พ.ศ. ๒๔๒๔)  ลงพระนามาภิธัย  จุฬาลงกรณ์

                  การที่พระบรมวงศ์ศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการบางส่วนได้ร่วมใจกันเข้าไปกระทำสัตย์สาบานถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยายืนยันที่จะจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวและองค์รัชทายาทตลอดจนพระชนนีของรัชทายาทนั้น  นอกจากจะเป็นการแสดงพลังสามัคคีประกาศตัวปกป้องพระเจ้าอยู่หัวและราชบัลลังก์ตลอดจนพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ที่จะทรงเป็นรัชทายาทอย่างเต็มที่แล้วยังมีต้นเหตุและที่มาดังความในบันทึกของจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม  แสงชูโต)  ดังนี้  ".....เหตุที่กระทำสัตย์ขึ้นครั้งนี้เพราะกรมพระราชวังบวรฯ  มิสเตอร์น๊อกส์  กงสุลอังกฤษ  คิดจะเอาพระโอรสองค์ใหญ่ มีพระนามว่า พระองค์เจ้าวิลัย  ส่งไปอังกฤษ  เพื่อมิสเตอร์น๊อกส์จะเปิดเผยที่เมืองอังกฤษว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระบรมราชโอรส  มีแต่พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ คือ กรมขุนสุพรรณฯ ส่วนกรมพระราชวังบวรฯ มีพระโอรส  พระโอรสนี้จะเป็นรัชทายาทต่อไป  เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบดังนี้แล้ว  จึงทรงพระวิตก  คิดให้สมเด็จวังบูรพา  กำชับให้กรมขุมสุพรรณฯ  ออกไปเรียนวิชา ณ ประเทศอังกฤษ  ความที่ทรงหวังในเวลานั้นจะโปรดเกล้าฯ  ให้กรมขุนสุพรรณฯ  เป็นควีนวิกตอเรีย  สมเด็จวังบูรพาเป็นปรินซ์  อารเบิด  เวลานั้นได้จัดผู้ที่จะตามเสด็จไปประเทศยุโรปไว้พร้อมถึงกับได้กำหนดวันที่จะเสด็จออกจากกรุงเทพฯ  เวลานี้ข้าราชการทั่วไปพากันตื่นเต้น  เข้าไปเฝ้าอยู่ทั่วทุกชั้น  เวลานั้นจะมีอุปสรรคอันใดเกิดขึ้นจึงได้ระงับเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ในไม่กี่เดือน  ก็ได้รับทราบเกล้าฯว่า  สมเด็จพระพันวัสสามาตุฉาเจ้าทรงพระครรภ์  ในไม่ช้าก็ประสูติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  พระราชดำริดังที่กล่าวนี้จึงเป็นอันระงับไป  ในสมัยนั้นสมเด็จเจ้าพระยาฯ  และเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์  เจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ  ยังอยู่ในตำแหน่งเสนาบดี  เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสมภพขึ้นดังนี้แล้ว  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงวิตกในกาลข้างหน้า  จึงโปรดเกล้าฯ เลือกพระบรมวงศ์ศานุวงศ์และข้าราชการที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้เข้าร่วมกระทำสัตย์ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา  ณ  พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามดังกล่าวมาข้างต้น...."

                  หลังจากการกระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว  พระเจ้าน้องยาเธอ  กรมหมื่นเทวะวงศ์วโรประการก็เตรียมร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยพระราชประเพณีสยาม  มีสาระสำคัญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดจนพระราชอำนาจและการสืบสันตติวงศ์  อันมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมในอนาคตข้างหน้า  หากจะมีการสถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ให้เป็นรัชทายาทและเป็นการปูทางสำหรับการตรากฏมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ในอนาคตด้วย

                  อย่างไรก็ตามเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  พระราชโอรสพระองค์ใหญ่มีพระชนมายุได้ ๗ พรรษา  ในปี พ.ศ. ๒๔๒๘  กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญฯ  ก็ทิวงคตด้วยพระชนมายุเพียง ๔๘ พรรษา 

                  เมื่อกรมพระราชวังบวรทิวงคตแล้ว  ประมาณ ๗ วัน  ก็มีประกาศพระบรมราชโองการเรียกว่า "ประกาศในการพระราชวังบวรสถานมงคลทิวงคต"    ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระราชปรารภว่า  ตำแหน่งพระมหาอุปราช  กรมพระราชวังบวรสถานมงคลนั้นเมื่อว่างลง พระเจ้าแผ่นดินไม่จำเป็นที่จะต้องแต่งตั้งเสมอไป  และมีความประกาศต่อไปว่า 

                   "ในครั้งนี้ได้ทรงปรึกษาพร้อมด้วยพระบรมวงศ์ศานุวงศ์และท่านเสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นพร้อมกันว่า  ตำแหน่งที่พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนั้น  การเปลี่ยนแปลงมาหลายชั้น  ถึงกรุงสยามได้ผูกพันทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ  ก็ก่อเกิดให้เป็นที่เข้าใจผิดไปต่างๆ ด้วยตำแหน่งข้างในกรุงสยามนั้นก็เคลื่อนคลาดมาทีละน้อยๆ  ไม่ยืนอยู่เหมือนตำแหน่งแบบเมื่อแรกตั้ง  ฝ่ายผู้ที่อยู่ต่างประเทศ  ก็ไม่อาจเข้าใจตำแหน่งนั้นได้อย่างชัดเจน  จึงเกิดเป็นที่ฉงนสงสัยต่างๆ  การบ้านการเมืองซึ่งจะเป็นการเรียบร้อยเป็นคุณแก่แผ่นดินอย่างหนึ่งอย่างใด  เป็นแต่ต้องใช้เงินแผ่นดินซึ่งจะต้องรักษาตำแหน่งยศพระมหาอุปราชอยู่เปล่าๆ โดยมาก  จึงได้เห็นชอบพร้อมกันว่า  ควรจะยกตำแหน่งที่พระมหาอุปราชนั้นไว้  ไม่ตั้งพระบรมวงศ์ศานุวงศ์พระองค์ใดขึ้นนั้นชอบแล้ว...."

                    เป็นอันว่าตำแหน่ง  "พระมหาอุปราช"   หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแห่งกรุงสยามได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๘ เป็นต้นมา 

                                                                                            สวัสดี 
                                                                                   ศิริพงศ์   ครุพันธ์กิจ
                                                                                  ๑๖  มิถุนายน  ๒๕๕๓

                 

               
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 16, 2010, 16:16:37 โดย siriphong » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF