โนราโรงครู

<< < (2/6) > >>

ษ.สุเมธ:
      ในหลวงทรงเจิมหัวโขน และเทริดมโนราห์


ษ.สุเมธ:
มโนราห์พุ่มเทวา หรือ ขุนอุปถัมภ์นรากร ทราบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณ ไม่ลืมเลือน



การกาศครูหรือการไหว้ครูมโนราห์

     หลังจากโหมโรง หรือ ลงโรง โดยประโคมเครื่องพอสมควรแก่เวลาแล้วก็มีการ ประกาศครู หรือ ไหว้ครูตามแบบฉบับของโนรา โนราทุกโรงก่อนที่จะรำต้องไหว้ครูกาศครูเสียก่อน การไหว้ครูเป็นวัฒนธรรมประจำชาติไทยมาแล้วแต่สมัยดึกดำบรรพ์ เพราะครูเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาต่างๆให้ เริ่มแต่ครูต้นคือบิดามารดาจนถึงครูคนสุดท้าย โนรานับถือครูมาก ฉะนั้นการเล่นทุกคราวจะขาดการไหว้ครูเสียก่อนไม่ได้

คำกาศครู โดย ขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่ม เทวา)

ตอนที่ ๑


อานเอ ขานให้โนเนโนไน
ขานมาช้าต้อง ทำนองเหมือนวัวชักไถ
เพลงสำลีไม่ลืมไน พี่ไปไม่ลืมน้องหนา
รวยรวย ยังหอมแต่รสแป้งทา
หอมรสครูข้า ส่งกลิ่นพ่อมาไรไร
หอมมาสาแค่ ลูกเหลียวไปแลหอมไกล
หอมฟุ้งสุราลัย ไคลเข้าในโรงน้องหนา
ลมใดพัดแล้ว ตั้งเมฆขึ้นมา
ลมว่าวดาหรา พัดโต้ด้วยลมหลาตัน
ลูกก็ชักเอาใบแล่น กลางคืนมาเป็นกลางวัน
ไกลหลิ่งไกลฝั่ง เอาเกาะกะชังมาเป็นเรือน
เพื่อนบ้านเขานับปี นางทองสำลีนับเดือน
เอาเกาะกะชังมาเป็นเรือน เป็นแท่นที่นอนน้องหนา


ตอนที่ ๒


    ฤกษ์งามยามดีปานี่ชอบยามพระเวลา
ชอบฤกษ์ร้องเชิญดำเนินราชครูถ้วนหน้า
ราชครูของน้องลอยแล้วให้ล่องเข้ามา
ราชครูของข้ามาแล้วพ่ออย่าพ้นไป
เชิญพ่อเข้ามานั่งนี้ ลูกหยายถ่ายที่ให้พ่อนั่งใน
มาแล้วพ่ออย่าพ้นไปมาอยู่เหนือเกล้าเกศา
มาอยู่เหนือเกล้าเหนือผมมาช่วยคุมลมกันยา
กันทั้งลูกลม พรมโหวดกันทั้งผีโพด มายา
มากันพรายแกมยาละมบ เขาฝังไว้ริมทาง
มากันให้ถ้วนให้ถี่มากันลูกนี้ทุกที่ย่าง
ละมบเขาฝังไว้ริมทางจำไว้แวะซ้ายแวะขวา
สิบสองหัวช้างสิบสองหัวเชียกจำให้พ่อร้องเรียกหา
ถ้าพ่อไม่มาลูกยาจะได้เห็นหน้าใคร
เห็นหน้าแต่ท่านผู้อื่นความชื่นลูกยามาแต่ไหน
ให้ลูกเหลียวหน้าไปหาใครเหมือนใยราชครูถ้วนหน้า
ลูกไหว้ครูพักอีกทั้งครูสอนไหว้แล้วเอื้อนกลอนต่อมา
ไหว้ครูสั่งสอนข้าพ่อมาคุ้มหน้าคุ้มหลัง
มาเถิดพ่อสายสมรมาคุ้มลูกเมื่อนอนเมื่อนั่ง
มาคุ้มข้างหน้าข้างหลังพ่อมาวังซ้ายวังขวา
ราชครูของน้องลอยแล้วให้ล่องเข้ามา
ราชครูของข้าดำเนินเชิญมาให้หมดสิ้น
ไม่ว่าอยู่แค่ หรืออยู่ไกลลูกร้องกาศไปให้ได้ยิน
ดำเนินเชิญมาให้หมดสิ้นไหลแล้วให้เทกันเข้ามา
ขุนโหรญาโหรขุนพรานญาพรานโปรดปรานเหนือเกล้าเกศา
ไหว้พรานเทพเดินดงพระยาพรานคงมาเดินป่า
พรานบุญปรึกษาเดินจำนำหน้าราชครู
แม้นผิดแม้นพลาดตรงข้อไหนชาวไทยเมตตาได้เอ็นดู
บรรดาราชครูมาอยู่เบื้องซ้ายเบื้องขวา
ลูกจับเริ่มเดิมมาไหว้ขุนศรัทธาเป็นประธาน
ไหว้หลวงเสนได้เป็นครูพักเป็นหลักนักเลงแต่โบราณ
ถัดแต่นั้นทองกันดารไหว้ตาหลวงเสนสองเมือง
ไหว้ตาหลวงคงคอผมหมอไหว้ท้าววิจิตรเรือง
โปรดให้รับท้าวเข้าสู่เมืองลือเลื่องความรู้ได้เล่าเรียน
พ่อมาสอนศิษย์ไว้ต่างตัวพ่อไม่คิดกลัวเพราะความเพียร
สิบนิ้วข้าหรือคือเทียนเสถียรสถิตยอไหว้ไป
ยอไหว้พระยาโถมน้ำโฉมงามพระยาลุยไฟ
พระยาสายฟ้าฟาดลูกน้อยนั่งร้องกาศไป
พระยามือเหล็กพระยามือไฟไหว้ใยตาหลวงคงคอ
ไหว้ลูกของพ่อที่แทนมาชื่อจันทร์กระยาผมหมอ
ตาหลวงคงคอผมหมอหลวงชมตาจิตร
เมื่อยามเป็นคนพ่อทองหลวงนายแต่ท้าวมาไร้ความคิด
หลวงชมตาจิตรผิดด้วยสนมกรมชาววัง
พ่ออาบน้ำทาแป้งดับแตง ไม่ทันได้ผันหลัง
ผิดด้วยสนมกรมชาววังรับสั่งผูกคอให้ฆ่าเสีย
พ่อไม่ทันได้สั่งลูกบุญปลูกไม่ทันได้สั่งเมีย
รับสั่งผูกคอให้ฆ่าเสียในฝั่งแม่น้ำย่านยาว
หากพ่อมาตายด้วยเจ็บไข้ลูกรักจักได้ไปถามข่าว
ในฝั่งแม่น้ำย่านยาวชีวิตพ่อม้วยมรณา
ถ้าพ่อตายข้างฝ่ายบกให้เป็นเหยื่อนกเหยื่อกา
ถ้าพ่อไปตายฝ่ายเลให้เป็นเหยื่อเข้เห-รา
พ่อไปตายฝ่ายเหนือให้น้ำเน่าน้ำเหงื่อไหลลงมา
น้ำเน่าลายจันทร์น้ำมันลูกลายแป้งทา
โดกแข้งโดกขาลูกยาไว้ทำไม้กลัดผม
ดวงเนตรพ่อทองผมสอดลูกน้อยไว้ทำไม้หลอดอม
ทำไม้กลัดผมชมต่างพ่อร้อยชั่งแก้ว
โอ้พ่อร้อยชั่งแก้วสองแถวพ่อร้อยชั่งอา
ร้อยชั่งรักข้าพ่ออย่าตัดตัดรักเสียให้ม้วย
พ่ออย่าตัดลูกเหมือนตัดตาลพ่ออย่ารานหลานเหมือนรานกล้วย
พ่ออย่าตัดรักเสียให้ม้วย เห็นดูด้วยช่วยรำมโนรา

(ยังมีต่อ)

ษ.สุเมธ:
(ต่อ)

ตอนที่ ๓


    ลูกกาศครูเท่านั้นแล้วผ่องแผ้วเป็นเพลงพระคาถา
ลูกไหว้นางหงส์กรงพาลีไหว้นางธรณีเมขลา
ไหว้บริถิว ราชาภูมิมาหาลาภหาชัย
ลูกจะไหว้แม่โภชวัชดีธรณีแม่ได้เป็นใหญ่
ลูกเล่นเต้นรำบรรดาที่ทำบนหัวแม่และขอคำความอำภัย
หลีกเกล้าเกศาเสียให้ไกล ไหว้ภูมิสถานท่านเจ้าวัด
เล่นให้สบายให้คลายให้คล่องอย่าให้ข้องอย่าให้ขัด
ไหว้ภูมิสถานท่านเจ้าวัดผมถัดลงหูมาลงตา
ไหว้พุทธรูปในกุฏิและวิหารแบ่งองค์ส่งญาณเล็งแลมา
ลูกเข้ามาเยี่ยมที่ในอารามขอขมาอย่ามีความโทษา
ขึ้นชื่อความเจ็บอย่ามาใกล้ขึ้นชื่อความไข้อย่าให้มีมา
ทั้งไข้ร้อนไข้ห่าพ่อมาขับไล่เสียให้ไกล
อย่าโชกโบกโบยพ่อมาคุ้มโภยกันภัย
กันทั้งเสนียดจังไหรอย่าให้มาใกล้ลูกเลยหนา...


ตอนที่ ๔


    หัตถ์ทั้งสองประคองตั้งยกขึ้นเหนือเศียรรังดังดอกปทุมมา
หัตถ์ทั้งสองประคองเศียรนั่งไหว้เวียนแต่ซ้ายย้ายไปหาขวา
ไหว้มุนีนาถพระศาสดาพุทธัง ธัมมัง สังฆาไหว้อาจารย์
ไหว้คุณศีลาพระบารมีป่าฉะนี้นั่งไหว้พระคุณท่าน
ครุฑยักษ์ปักษาพยาบาลศัตรูหมู่มารขอให้หลบหลีกหนี
ไหว้จักรวรรดิ์ฟ้าครอบทุกช่องชั้นขั้นขอบรอบทั้งโลกี
ไหว้เวสสุวรรณเจ้าบัญชีไหว้สุวรรณมาลีลูกไหว้ฤาษีสม
พระบวชพระเรียนจำเนียรนาถลูกนั่งไหว้พระบาทองค์พระยายม
ไหว้ภูมิสถานท่านเจ้ากรมยาขึ้นตั้งบังคมเหนือพระเกศา
กาศไปเห็นไม่ตรึกนี่ค่ำดึกดื่นเกินพระเวลา
กลัวพี่น้องน้าป้ามานั่งถ้าเหนื่อยเนื้อจะเหนื่อยใจ
เราร่ำเรียนมาหมายว่าจะเล่นทำเช่นเอาไว้ใช่จักได้ไหร
มาเราจะร้องท่องพระบทไปออกมาไวเชิญรำทำให้ชม.....แม่....เอ้ย


๒. กลอนตำนานมโนราห์
ขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่ม เทวา)


    นางนวลทองสำลี เป็นบุตรีท้าวพระยา
นรลักษณ์งามนักหนา จะแจ่มดังอัปสร
เทวาเข้าไปดลจิต ให้เนรมิตเทพสิงหร
รูปร่างอย่างขี้หมอน ( กินนร ) ร่อนรำง่าท่าต่างกัน
แม่ลายฟันเฟือน ตระหนกล้วนแต่เคลือวัลย์
บทบาทกล่าวพาดพัน ยอมจำแท้แน่หนักหนา
จำได้สิบสองบท ตามกำหนดในวิญญาณ์
เมื่อฟื้นตื่นขึ้นมา แจ้งความเล่าเหล่ากำนัล
แจ้งตามเนื้อความฝัน หน้าที่นั่งของท้าวไท
วันเมื่อจะเกิดเหตุ ให้อาเพทกำม์จักไกล
ให้อยากดอกมาลัย อุบลชาติผลพฤกษา
เทพบุตรจุติจากสวรรค์ เข้าทรงครรภ์นางฉายา
รู้ถึงพระบิดา โกรธโกรธาเป็นฟืนไฟ
ลูกชั่วร้ายทำขายหน้า ใส่แพมาแม่น้ำไหล
พร้อมสิ้นกำนัลใน ลอยแพไปในธารัล
พระพายก็พัดกล้า เลก็บ้าพ้นกำลัง
พัดเข้าเกาะกะชัง นั่งเงื่องงงอยู่ในป่า
ร้อนเร้าไปถึงท้าว โกสีย์เจ้าท่านลงมา
ชุบเป็นบรรณศาลา นางพระยาอยู่อาศัย
พร้อมสิ้นทั้งฟูกหมอน แท่นที่นอนนางทรามวัย
ด้วยบุญพระหน่อไท อยู่เป็นสุขเปรมปรีดิ์


    เมื่อครรภาถ้วนทศมาส ประสูติราชจากนาภี
อีกองค์เอี่ยมเทียมผู้ชาย เล่นรำได้ด้วยมารดา
เล่นรำตามภาษา ตามวิชาแม่สอนให้
เล่นรำพอจำได้ เจ้าเข้าไปเมืองอัยกา
เล่นรำตามภาษา ท้าวพระยามาหลงไหล
จีนจามพราห์มข้าหลวง ไททั้งปวงอ่อนน้ำใจ
จีนจามพราห์มเทศไท ย่อมหลงไหลในวิญญาณ์
ท้าวพระยาสายฟ้าฟาด เห็นประหลาดใจนักหนา
ดูนรลักษณ์และพักตรา เหมือนลูกยานวลทองสำลี
แล้วหามาถามไถ่ เจ้าเล่าความไปถ้วนถี่
รู้ว่าบุตรแม่ทองสำลี พาตัวไปในพระราชวัง
แล้วให้รำสนองบาท ไทธิราชสมจิตหวัง
สมพระทัยหัตถยัง ท้าวยลเนตรเห็นความดี
และประทานซึ่งเครื่องทรง สำหรับองค์พระภูมี
กำไลใส่กรศรี สร้อยทับทรวงแพรภูษา
แล้วประทานซึ่งเครื่องทรง คล้ายขององค์พระราชา
แล้วจดคำจำนรรจา ให้ชื่อว่า "ขุนศรีศรัทธา "

เผยแผ่โดย..หยาดกวี..

๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔

rachai:
ขอขอบคุณในความอุตสาหะนำเรื่องดีดีมาเผยแพร่

ษ.สุเมธ:
          มาเติมต่อกันด้วยเรื่องที่เป็นหัวใจหลัก ของโนราโรงครู นั่นคือ ครูหมอโนรา จริงๆแล้วผมเองควรจะเริ่มเรื่องนี้ไว้ตอนต้น เพียงแต่ข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ครับ เลยมาเพิ่มเติมในภายหลัง ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณสักนิดนะครับ เพราะเป็นการกล่าวถึงพลังงานเหนือโลกของบรรพบุรุษ ที่ไม่อาจสัมผัสได้เพียงตาเนื้อเพียงอย่างเดียว หากไม่รู้ไม่เข้าใจ กระผมอาจถูกมองเป็นฅนงมงายไปเลยก็เป็นได้


(หน้าพรานสีแดงนั้นคือตัวแทนของครูหมอมโนราห์ฝ่ายชาย)
(หน้าพรานสีขาวนั้นคือตัวแทนของครูหมอมโนราห์ฝ่ายหญิง)

          สังคมไทยนั้นให้ความสำคัญกับครูมาตั้งแต่โบราณ เพราะเชื่อกันว่าครูคือผู้ที่ช่วยประสิทธิ์ประสาทความรู้ สร้างคนให้เป็นคน มีบุญคุณเป็นอันดับรองต่อจากบิดามารดา ศาสตร์ทุกศาสตร์จึงมีพิธีกรรมเกี่ยวกับการไหว้ครู เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการกตัญญุรู้คุณ ไม่ว่าจะเป็นสังคมโรงเรียนที่มีการไหว้ครู ทุกๆที่  โขนละครก็เป็นนาฏศาสตร์ที่มีพิธีการไหว้ครูที่เกี่ยวเนื่องกับมหาเทพ และมีสถาบันคนชั้นฟ้าที่เราหวงแหนมาร่วมพิธี เพราะได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการไหว้ครูในพิธีนี้

          สังคมชาวใต้ก็เช่นกันครับ จะมีการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ เรียกว่า ครูหมอ  ในพื้นที่ ๑๔ จังหวัดจะมีการนับถือครูหมอ มีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป ครูหมอที่ดูจะโดดเด่นที่สุดคือครูหมอมโนราห์ เพราะนี่เป็นศาสตร์แห่งแผ่นดินของชาวใต้ อีกทั้งคนที่มีเชื้อสายมโนราห์จะรู้กันดีว่า ครูหมอมโนราห์นั้นมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือคำว่าวิทยาศาสตร์อยู่ไม่น้อย

          มโนราห์เป็นศาสตร์ แห่งการร่ายรำ การร้องและไสยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตมาตั้งแต่สมัยโบราณ เชื่อกันว่ามโนราห์นั้นเกิดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุทธยา โดยเกิดที่แรก แถบลุ่มทะเลสาปสงสขลา โดยได้รับอิทธิพลแนวคิดมาจากศาสนาพราหมณ์ ถูกกาลเวลาผสมผสานเอาความเชื่อทางพุทธและความเชื่อดั้งเดิมของชาวใต้มารวมกัน จนตกผลึกทางวัฒนธรรมกลายเป็นความงามที่เชิดชูความเป็นด้ามขวาน


(หน้าพรานอันเป็นตัวแทนครูหมอมโนราห์ที่ยังไม่ได้รับการทาสีและตกแต่ง)

          ในสมัยกรุงธนบุรี หลังจากกรุงศรีแตก นั้น พระเจ้าตากสินทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของศิลปะการแสดงของบ้านเมือง จึงได้ส่งชาววังมาสืบวัฒนธรรมที่ นครศรีธรรมราช ซึ่งสมัยนั้นเป็นประเทศราชที่ไม่ได้รับความเสียหายจากสงคราม ตอนนั้น ครูโขนที่มาจากรกรุงธนบุรี กับครูมโนราห์ทางใต้ได้ร่วมสอบ ความตรงกันทางด้านวัฒนธรรม จนเสร็จสิ้น ในตำราครูโขนละคร จึงได้น้อมนำเอาครูมโนราห์มาเป็นตัวแทนครูชาตรี (ละครนอก) ในการครอบครู ที่ได้รับเลือกคือ หัวโขนพ่อแก่ เทริดมโนราห์ (มงกุฎมโนราห์) และหัวโขนพระพิราพ

          จากจุดนี้ ทำให้เห็นว่าครูหมอมโนราห์นั้นมีศักดิ์ที่ใหญ่ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในลำดับรองลงมาจากมหาเทพ อย่างพระอิศวร พระพรหม เป็นต้น หากงานใดไม่มีการนำเทริดมโนราห์มาร่วมพิธี จะถือว่างานครอบครูนั้นไม่สมบูรณ์ เพราะขาดตัวแทนของครูละครนอก

          ทำไมวันนี้สังคมชาวใต้ยังคงมีครูหมอ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยเลือนหายไปไหน เพราะชาวใต้รู้ดีว่า หากเพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่นับถือ แล้วแรงครู จะทำให้บังเกิดอาถรรพ์ และความเป็นไป ต่างๆ เช่น อยู่ๆก็สามารถทำให้เกิดความเจ็บป่วยที่ศาสตร์การแพทย์ปัจจุบันไม่สามารถรักษาให้หายได้ หรือแม้แต่ สามารถทำให้เกิดอาการวิกลจริต แก่สมาชิกครอบครัวได้ แต่เมื่อ ทำพิธีขอขมา และหันมาใส่ใจนับถือ เพทภัยเหล่านั้นก็จะหายไป เรื่องราวของความศักดิ์สิทธิ์นี้หากจะเล่ากันคงไม่วันจบสิ้น เพราะครุหมอนั้นสามารถบันดาลให้เกิดเพทภัยได้ ๑๐๘ ประการ พื้นที่ที่มีการนับถือครูหมอมโนราห์อย่างเข้มข้นก็ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา



แล้วครูหมอนั้นคือใคร

          ครูหมอนั้นก็คือ บรรพชนที่เคยมีชีวิตในอดีต แต่เมื่อละสังขารไปแล้ว ยังคงปกปักรักษาลูกหลาน ครูหมอประเภทนี้จะเรียกว่า ตา-ยาย ครูหมอบางประเภทนั้นเป็นครูที่เคยสอนศิลปะใดๆแก่ศิษย์ และศิษย์ก็น้อมมานับถือเมื่อท่านละสสังขารไป ครูหมอพวกนี้ได้แก่ ครูหมอมโนราห์ ครูหมอหนังตลุง ครูหมอช่างเหล็ก ครูหมอปืน เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีครูหมอที่เกิดจากเรื่องเล่าในตำนานการเกิดมโนราห์ เหล่านี้จะเรียกว่าราชครูโนรา ได้แก่ พ่อขุนศรัทธา แม่ศรีมาลา แม่ศรีคงคา พ่อเทพสิงหร พระยาสายฟ้าฟาด พระยาโถมน้ำ พระยาลุยไฟ พรานบุญ เป็นต้น ราชครูนั้นคือคนในตำนานที่มียศถาบรรดาศักดิ์นั้นเอง



(พิธีโนราโรงครู เป็นการไหว้ครูมโนราห์ ที่เข้มขลังด้วยความศักดิ์สิทธิ์)

          ครูหมอนั้นเป็นเหมือนศูนย์รวมความศรัทธาในเครือญาติของชาวใต้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม คนใต้จะเป็นคนที่มักจะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเครือญาติอย่างแน่นแฟ้น ทุกๆสาร์ทเดือนสิบไม่ว่าอยู่ที่ใดก็จะต้องกลับมาบ้านเพื่อเข้าร่วมพิธีเซ่นไหว้ครูหมอ และร่วมทำบุญอุทิศบุญกุศลให้ ครูหมอ ปู่ย่าตายาย ผู้ล่วงลับ  ครูหมอจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอานุภาพในการรวมกลุ่มคนของชาวใต้ให้เข้มแข็งและมั่นคง หรืออาจจะเป็นกุศลโลบายของบรรพบุรุษ ที่สืบทอดต่อเนื่องมิให้สายใยเครือญาติต้องขาดหาย ประดุจสังคมยุคปัจจุบัน ที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ส่งครู ที่หาชมได้ยากยิ่ง
http://www.youtube.com/v/8hip1X_HhUY


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว