มนต์นัทธ์ | แหล่งสนทนา | ผลงานพ่อครู | เกี่ยวกับมนต์นัทธ์ | แผนผังเว็บไซต์


กันยายน 21, 2019, 04:04:39 *

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หัวข้อสนทนารวม   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
ข่าว:
กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อนมาเรือนพระภรตมุนี  :
 อย่าหวังอะไรกับการเยี่ยมเยือนเรือนพระภรตมุนี


กระทู้แนะนำ  : สงสัยหรือริษยาไม่ทราบ

 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คำแนะนำที่ไม่ด้อยค่า  (อ่าน 11286 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,252



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 19:37:36 »

              สมองความจำได้หมายรู้ของเราทุกฅน ดูดซับความรัก ความชัง ความขุ่นมัวต่างๆไว้มากมาย จนทำให้รู้สึกหนัก บรรยากาศรอบตัวไม่ปลอดโปร่ง การ”เข้าค่ายเรียนรู้ใจตัวเอง”จึงมีความสำคัญยิ่ง เพื่อมีเวลาทบทวนแล้วขจัดความขุ่นมัวต่างๆที่หมักหมมอยู่ในความรู้สึกนึกคิดออกเสียบ้าง แม้ไม่หมดเสียทีเดียวแต่ก็ดีกว่าไม่ได้กำจัดออกเลย

              หาเวลาเพื่อตัวเองได้ผ่อนคลายจากสังคมอันวุ่นวาย สุข ทุกข์ สวรรค์ นรก นิพพาน ไม่ไกลเกินเอื้อมอยู่ที่ใจของเรานี่เอง รู้อย่างนี้แล้วยังไม่ลงมือกระทำอีกหรือ มัวเสียเวลาตัดสินใจว่า จะ จะ จะ อยู่ทำไม ใครที่ไหนรักคุณเท่าตัวของคุณเอง
พ่อนำลูกๆ ปฏิบัติธรรมมาหลายปีแล้ว พ่อเรียกการปฏิบัติในแนวทางของพ่อนี้ว่า "เข้าค่ายเรียนรู้ใจตัวเอง" กฎระเบียบต่างๆ พ่อกำหนดไว้ว่า

               จงระมัดระวังการกระทำของตนให้มาก อย่ารบกวนผู้อื่น อย่าสนใจหากถูกผู้อื่นรบกวน ปฏิบัติตนให้เหมือนกับว่าเราอยู่ฅนเดียวเพิกเฉยต่อสิ่งที่รบกวน ปฏิบัติด้วยจิตที่มุ่งเข้าสู่ภายในเท่านั้น ความก้าวหน้าในการปฏิบัติขึ้นอยู่กับ ความศรัทธา ความเพียร ความตั้งใจจริง สุขภาพร่างกาย ปัญญาของตน

              หาเวลาอยู่ในบริเวณที่กำหนดห้ามออกนอกเขต งดพูดคุยและใช้เครื่องมือสื่อสารทั้งหมด ตัดตนเองออกจากบุคคลและสังคมภายนอกจะต้องไม่มีการสัมผัสทางร่างกายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าเพศเดียวกัน หรือต่างเพศรักษาความเงียบเป็นปกติ

               ฝึกคุมสติตลอดทุกขณะที่ นั่ง ยืน เดิน นอน หรือทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม หากกระทบสิ่งใดไม่ว่า ภาพ เสียง สัมผัส ให้กำหนดรับรู้ว่า เป็นภาพเป็นเสียง ไม่ต้องปรุงแต่งต่อเติมว่าชอบไม่ชอบ ให้วางใจเป็นกลางเมื่อเกิดอารมณ์ใดขึ้นในใจ เช่น หงุดหงิด กลัว ให้มองดูอารมณ์ขณะนั้นเฉยๆ รับรู้ว่า กำลังเกิดอารมณ์ใดไม่ส่งเสริมให้เกิดอารมณ์นั้นมากขึ้น เฝ้าดูอยู่เฉยๆ จนกระทั่งอารมณ์นั้นจางหาย และหมดไปในที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 16, 2019, 18:51:08 โดย siriphong » บันทึกการเข้า

siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,252



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 19:38:26 »

             มีเมตตาให้อภัยต่อสรรพสิ่ง ฅน สัตว์ สิ่งของ ที่ทำให้ขุ่นมัว ให้ความเมตตา ให้โอกาสแก่ตนเองและแก่ผู้อื่นที่จะเปลี่ยนแปลงตนให้พ้นจากความทุกข์ ทำใจให้บริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งเศร้าหมอง คือใจเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง มีสติละความชั่วทำความดี หมั่นเพิ่มพูนกำลังของสติอย่างต่อเนื่องที่จะละความชั่วกระทำความดีให้อยู่คู่จิตอย่างมั่นคง

      การศึกษาพระธรรมไม่ใช่การหนีโลก หนีหน้าที่ เพียงแต่ในขณะที่ยังทำใจไม่ได้ จิตย่อมเป็นทุกข์ เราต้องอยู่ได้ในทุกที่ด้วยการเจริญสติ เมื่อจิตสงบสถานที่อันเต็มไปด้วยความวุ่นวายจิตก็สงบได้ เพราะวุ่นวายภายนอกไม่ได้วุ่นวายภายใน จงตั้งใจลงมือเจริญสติอย่างจริงจัง เฝ้าดูการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในทุกเรื่อง กำหนดดูอย่างช้าๆ กำหนดรู้เห็นตามปัจจุบันที่จิตรู้จริง เมื่อจิตเห็นชัดเมื่อใด ปัญญาคือตัวรู้อย่างแจ่มแจ้ง พร้อมด้วยเหตุและผลจะเกิดขึ้นเป็นปัญญาภายใน ใครลงมือปฏิบัติก่อนย่อมเห็นผลก่อนเหมือนการเดินทาง ผู้ใดเริ่มก่อนผู้นั้นย่อมถึงที่หมายก่อน “ธรรมใดก็ไร้ผล เมื่อตนไม่น้อมนำมาปฏิบัติด้วยตนเอง”

            ผลที่ได้รับ ชีวิตมีความสุขมากขึ้น ผ่อนคลายขึ้นมีใจที่เข้มแข็งขึ้น เมื่อมีสิ่งใดมากระทบเช่น โลภ โกรธ หลง ก็สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ไม่คล้อยตามกิเลสนั้นได้ง่ายๆ สามารถมองสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ถูกต้องตามความเป็นจริง ใครไม่เคย "เรียนรู้ใจตัวเอง" ยากจะดำเนินชีวิตอย่างมีสุข
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 16, 2019, 18:43:21 โดย siriphong » บันทึกการเข้า

siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,252



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 19:39:37 »

จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรม

               การปฏิบัติธรรมมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ปัจจุบันทุกขณะที่รู้สึกตัว การเฝ้ารู้กายรู้ใจของตนอยู่ในทุกอิริยาบทไม่ว่า คิด พูด ทำ คือ การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง

               หลักของการปฏิบัติธรรม ให้ทำสติก่อนมิใช่ทำสมาธิ เพราะสมาธิคือผลที่เกิดจากการเจริญสติ ตัวสติ คือ มรรค (ทางหรือเหตุที่ควรกระทำ) จงเข้าใจให้ถูกต้องว่า จงทำสติ คือมีความรู้สึกตัว สัมปชัญญะคือรู้ตัวทั่วพร้อมภายในกายในใจตน "สติแท้ๆ จะต้องเป็นสติที่รู้ตื่น" ปัจจุบันเกิดตรงไหนสติรู้ตรงนั้นทันที

               ผู้ฝึกสติใหม่ๆ ยังไม่มีความชำนาญ ควรใช้วิธีฝึกสตินิ่งอยู่ในอิริยาบทเดียวก่อน คือ กำหนดจับอยู่ ณ จุดๆ เดียวจนชำนาญ

               พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ใจของพระองค์เองด้วยการกำหนดสติเฝ้าดูกายใจอยู่ตลอดเวลา

               "น้ำที่ถูกขังไว้ในปลักตมย่อมเน่าฉันใด จิตที่รับรู้เรื่องต่างๆ แล้วไม่ปล่อยวางย่อมเกิดทุกข์ฉันนั้น" สติเป็นแม่ทัพใหญ่ในกองทัพธรรม สติเป็นมรรค สมาธิเป็นผล เมื่อต้องการทำสมาธิให้เจริญสติรู้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ผลจะเกิดเป็นสมาธิขึ้นเองในที่สุด เพราะสมาธิคือผลจากการเจริญสติต่างหาก อย่าโง่เดินผิดทางแค่เริ่มปฏิบัติก็ผิดแล้ว

               จงแสวงหาสติเถิดเพื่อให้เกิดเป็นสมาธิอันเป็นจิตที่ส่งถึงความสงบที่แท้จริง อย่ามัวดั้นด้นค้นหาความพ้นทุกข์จาก บุคคล สถานที่ ภายนอก ความพ้นทุกข์หลุดจากพันธนาการทั้งปวงอยู่ที่ใจตน เมื่อพบแล้วรักษาความเป็นปกติของใจให้ได้เท่านั้นเอง และนั่นคือจุดยืนของคำว่า "สำคัญที่ใจ" ที่พ่อพร่ำสอนเสมอ

              การฝึกตนให้มีสติ มองดูสิ่งต่างๆ รอบตัว ตามความเป็นจริงไม่ใช่การแสวงหาความสงบเพื่อหลบภัยให้ลืมความทุกข์ ไม่มีอภินิหารแต่เป็นการฝึกกระบวนการพัฒนาทางจิตด้วยตนเองสู่ความเป็นอิสระจากพันธนาการทั้งปวง
บันทึกการเข้า

siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,252



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 19:40:54 »

               ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์ยึดเพราะอยาก ทุกข์มากเพราะคอย ทุกข์น้อยเพราะหยุด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย (พระโพธิญาณเถระ)

               รู้สึกเดือดร้อนเพราะผูกโกรธ เห็นแล้วงุ่นง่านหงุดหงิดเพราะเมตตาไม่พอทั้งต่อผู้อื่นและตนเอง
เมตตา ความรักปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
กรุณา ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตา ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข
อุเบกขา วางใจเป็นกลางไม่เอนเอียงด้วยชอบหรือชัง ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงเมื่อเขาต้องได้รับผลอันสมควรกับการกระทำของเขาเอง

               ขอให้สรรพสัตว์จงหลุดพ้นจากความทุกข์ ขอให้ปมที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงจิตจงคลายออก ขอให้จิตได้รับการชำระจนบริสุทธิ์

               ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง ความรู้สึกหยุดนิ่งอยู่ที่ลมหายใจ สมเจตนาในทุกสิ่งคือการหยุดนิ่ง การหยุดนิ่งอย่าคิดว่าขณะนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย

สวัสดี ไม่ลองไม่รู้
ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF