มนต์นัทธ์ | แหล่งสนทนา | ผลงานพ่อครู | เกี่ยวกับมนต์นัทธ์ | แผนผังเว็บไซต์


ธันวาคม 13, 2018, 21:42:48 *

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หัวข้อสนทนารวม   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
ข่าว:
กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อนมาเรือนพระภรตมุนี  :
 อย่าหวังอะไรกับการเยี่ยมเยือนเรือนพระภรตมุนี


กระทู้แนะนำ  : สงสัยหรือริษยาไม่ทราบ

 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จริยานาฏศิลป  (อ่าน 338 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siriphong
พ่อครู
Hero Member
*********

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,921



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« เมื่อ: ตุลาคม 08, 2018, 18:54:08 »


     พระอุโบสถบวรสถานสุทธาวาส ( วัดพระแก้ววังหน้า ) ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล คือ สถานที่ก่อกำเนิดเกิดศิลปะวิชานาฏศิลป์ โขน ละคร ดนตรี ที่ฝึกวาดภาพ ห้องสมุด ของเราผองน้องพี่ที่มีเลือดสีเดียวกัน

     เมื่อวันเสาร์หมู " ภูษิต " มากราบเรียนพ่อให้เป็นอาจารย์สอนพิเศษอบรมจริยาให้นักเรียนนาฏศิลปศาลายา เพราะ พระครูที่สอนพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนสิ่งที่เราเคยได้รับการอบรมมาในอดีต พ่อตอบปฏิเสธ เพราะ หมดเวลาของพ่อแล้ว ไม่มีความรู้อย่างใหม่ที่จะอบรมณ์สั่งสอนเขาได้

      " ขอให้พี่ตายก่อนนะพระน้องหนู ก่อนที่จะต้องย้ายไปอยู่ที่ศาลายา " อาจารย์ปรานีพูดกับพ่อเพราะท่านผูกพันกับวังหน้า ก้อนกรวดทุกเม็ดอาคารทุกหลังนักเรียนนาฏศิลปรุ่นเก่าท่านสร้างด้วยความสามารถของท่าน เรือนกรุงธน ศาลาพระร่วง สถานที่เรียนดนตรีและฟ้อนรำ สร้างด้วยเงินรายได้จากการแสดงละคร เรือนและศาลาจึงตั้งชื่อตามเรื่องที่แสดงละคร สถานที่ข้างพระอุโบสถบวรสถานสุทธาวาสในอดีตถูกยกร่องปลูกผักประกอบอาหารเลี้ยงครูและนักเรียนช่วงสมัยหลังสงครามโลก

     นักเรียนเล็กที่เพิ่งเริ่มเข้าเรียนโรงเรียนนาฏศิลปควรอยู่ที่วังหน้าเหมือนเดิม จะได้เพาะบ่มวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามเยี่ยงอดีต ที่ศาลายาอาคารต่างๆแยกกันอาคารใครอาคารมัน นิสัยการแข่งขันเอาตัวรอดกลายเป็นสันดานใหม่ ครูกับศิษย์ไม่ใกล้ชิดกันเหมือนเดิม หลายฅนพยายามทำให้กลิ่นไอนาฏศิลปวังหน้าซึมซับในจิตสำนึกความรู้สึกของเด็กนาฏศิลปศาลายา แต่ยากจะเกิดผลสัมฤทธิ์เพราะ " มันไม่ใช่วังหน้า "

     สรุปทุกอย่างที่อาจารย์ปรานีไม่ต้องการให้เกิดขึ้นฟักตัวจนยากเกินการแก้ไข นาฏศิลปศาลายาอาคารสถานที่กว้างขวาง ความรักความผูกพันในอดีตจึงยากเกิดขึ้น เป็นไปได้ยากที่นาฏศิลปรุ่นเล็กเด็กเข้าใหม่จะกลับมาอยู่ที่วังหน้าเหมือนเดิม ทำอย่างไรหนอวัฒนธรรมชาวนาฏศิลปจะกลับคืนมา

     คณะที่มาเชิญพ่อเป็นอาจารย์พิเศษ พูดประโยคน่าคิดไว้ประโยคหนึ่งว่า " คุณครูของพวกเราท่านเรียนจบแค่ม.๘ ท่านสามารถสอนให้เรามีความรู้สูงถึงปริญญาเอก แต่เราสิจบการศึกษาสูงเสียเปล่ากลับสอนเด็กไม่ได้อย่างที่ท่านสอนเรา "

     เปลี่ยนสถานที่พัฒนายกระดับให้เจริญเทียบเท่าสถาบันการศึกษาอื่น อย่าลืมสอนจริยานาฏศิลปให้เข้มข้นด้วย

     กรุณาอ่านตอนสองต่อด้วยนะท่าน
บันทึกการเข้า

siriphong
พ่อครู
Hero Member
*********

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,921



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2018, 18:57:04 »


จริยานาฏศิลป ( ตอนสอง )

     เมื่อวันที่ ๕ พ่อเข้าไปในวังหน้า พบรุ่นพี่ที่สนิทกัน " ดีจริง วันนี้พบท่านหนู  เรามีอะไรจะเล่าให้ฟัง ถามจริงรูปร่างผมนี่เล็กไหม ( พ่อขำ ) เด็กสมัยนี้เขาเดินชนเราว่ะ " จริยานาฏศิลป " มันหายไปเพราะเขาไม่ได้เริ่มต้นที่วังหน้า เขามาเรียนที่วังหน้าต่อเพื่อเอาใบปริญญา " แล้วพี่ทำไง "

     หลบเขาสิ เดียวนี้เวลาเดินต้องเลี่ยงแอบๆข้างทางเพราะถ้าเขาชนเราล้มลูกเต้าเราลำบากต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ

     จะยากอะไร ก็เขาแค่มาต่อยอดเพื่อต้องการกระดาษก็ให้เขาไปเท่านั้นสิ ส่วนฅนไหนที่เขามีชาติมีสกุล ได้รับการอบรมณ์มาดีรู้จักอ่อนน้อมพร้อมรับขนบที่ดีเพื่อสืบสันดาน กลับไปเป็นครูเป็นศิลปินที่น่ายกย่อง ควรได้รับการเชิดชูยอมรับจากสังคม พี่ก็ให้เขาไปให้หมดไส้หมดพุงเลย

     เด็กปัจจุบันเขาเรียนเพื่อผ่านการได้คะแนนเลื่อนระดับ เรียกให้สำแดงของเก่าที่รับถ่ายทอดไปสิเขาทำไม่ได้ และการที่เขามายอมรับเราเป็นครูนั้นเพื่อเป็นใบเบิกทาง เขาต่อร้องรำบรรเลงมาแล้วจากสื่อที่เผยแพร่ อย่าเกล้งไม่รู้หน่อยเลย นี่ไม่ใช่สมัยที่คุณครูขับเคี่ยวเราจนมืดค่ำแล้ว เขาเป็นมาเรียบร้อยแค่มาให้เรานำเขารำประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น

     พวกคุณฅนรุ่นใหม่เขาไม่เห็นตอนที่นักเรียนรุ่นเก่าอย่างพ่อกราบคุณครูผู้ประสาทวิชาว่ากราบแบบไหน อดีตพวกเรากราบคุณครูโดยมือแนบบนหลังเท้าของท่าน ด้วยความเคารพรักอย่างสนิทใจเหมือนท่านเป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้า

     ขณะที่คุณครูถ่ายทอดศิลปะวิชา ท่านจับแก้ทีท่าของเรา ตีนเราท่านยังใช้สองมือของท่านดัดโดยไม่รังเกียจ  คุณครู โบราณท่านกล่าวว่า  " มือเปื้อนล้างได้ " ประโยคคำพูดนี้เมื่อฟังแล้วคิดให้ดีไม่ธรรมดานะท่าน แฝงอะไรไว้มากทีเดียว

     พวกเราในอดีตเมื่อเห็นคุณครูท่านใดมุ่งหน้าเดินมาทางที่เรายืนหรือเดินอยู่ เราจะแอบเข้าข้างทางเดินแสดงความเคารพ เก็บมือประสานน้อมตัวลง เมื่อคุณครูเดินพ้นที่เรายืนไปแล้วเราค่อยออกเดินต่อ

     เวลาเราเข้าพบคุณครู เราจะเดินเข่า คลานหมอบกราบ นั่งเก็บมือเก็บเท้าเรียบร้อย แสดงความเคารพนอบน้อม " กราบขอบพระคุณ " เราใช้เป็นสันดานติดปาก

     ขณะรับการรัดเครื่องเราไม่ข้ามเครื่องที่ใช้แต่งตัว แสดงเสร็จไม่ถอดเครื่องกองทิ้งช่วยเก็บเข้าที่เป็นสำรับเรียบร้อย มาวันนี้นักแสดงบางท่านมองผู้ที่ช่วยรัดเครื่องให้ตนเป็นเพียงมือปืนรับจ้าง

     หลังเสร็จสิ้นการแสดงเราเข้ากราบคุณครู แล้วไปกราบขอบพระคุณครูผู้บรรเลงปี่พาทย์ประกอบการแสดงให้เราด้วย

     เขียนเกร็ดเล็กน้อยเพียงเป็นกระสายยา ยังมีอะไรอีกมากมาย " ไม่เป็นไร ใครทำอย่างไร้ได้รับเช่นนั้น " เพราะไม่นานพวกเราจะตามไปอยู่กับคุณครูที่พวกเราเคารพรักแล้ว

     ฅนรุ่นใหม่เขาไม่ใส่ใจ " จริยานาฏศิลป " ในตอนนี้ เพราะ เขารออนาคต เมื่อจริยานาฏศิลปไทยตกไปเป็นของชาติอื่น เมื่อนั้นคือ สายเกินแก้ ยากเยียวยา

     ขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาอ่าน มีเรื่องอีกมากที่เขียนแล้วจะกระทบกระเทือนจิตใจกันแม้ได้ประโยชน์ก็ไม่เขียน

                          ศิริพงศ์  ครุพันธ์กิจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2018, 19:07:24 โดย siriphong » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF