มนต์นัทธ์ | แหล่งสนทนา | ผลงานพ่อครู | เกี่ยวกับมนต์นัทธ์ | แผนผังเว็บไซต์


เมษายน 09, 2020, 11:41:08 *

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หัวข้อสนทนารวม   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
ข่าว:
กรุณาอ่านกระทู้นี้ก่อนมาเรือนพระภรตมุนี  :
 อย่าหวังอะไรกับการเยี่ยมเยือนเรือนพระภรตมุนี


กระทู้แนะนำ  : สงสัยหรือริษยาไม่ทราบ

 
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องนี้ สร้างกำลังใจได้เป็นอย่างดี  (อ่าน 2283 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siriphong
Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 17
กระทู้: 6,034



| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2009, 13:20:08 »

     
                        หลังหมกมุ่นอยู่กับงานช่วงเช้าพักรับอาหารกลางวันแล้ว หยิบหนังสือรายปักษ์มาอ่านพบเรื่องสั้น ที่ชวนให้ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บและกระแสสังคม ได้เป็นอย่างดีชื่อเรื่อง "ตามความฝัน" ของคุณปิยภัทร  สุวรรณโกมล  ขอเชิญติดตาม

                            วันเปิดภาคเรียนวันแรก  หลังจากที่อาจารย์ได้แนะนำตัวเองแล้วได้ขอให้เราทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมชั้นที่เรายังไม่รู้จัก วินาทีนั้นผมยืนขึ้น และหันมองไปรอบๆว่าคนไหนที่ผมยังไม่เคยรู้จัก ขณะนั้นเองก็มีมือมือหนึ่ง เอือมมาแตะไหล่ผมอย่างนุ่มนาล ผมหันไปพบหญิงชราร่างเล็กใบหน้าเหี่ยวย่นกำลังยิ้มให้ รอยยิ้มของเธอสดใสเสียจนทำให้โลกดูสว่างไสวขึ้นมาทันที

                              "สวัสดีจ๊ะ พ่อหนุ่มรูปหล่อ ฉันชื่อโรส อายุ ๘๗ ปี"  เธอแนะนำตัว "ขอฉันกอดเธอหน่อยได้มั้ย"
                              ผมหัวเราะแล้วตอบเธออย่างกระตือรือล้น "ได้เลยครับ" แล้วเธอก็กอดผมเสียแน่น "ทำไมคุณยาย ถึงได้มาเข้ามหาวิทยาลัยตอนยังวัยรุ่นอย่างนี้ล่ะครับ" ผมแหย่
 
                              "ฉันมาเรียน เพื่อมองหาสามีรวยๆ สักคน แต่งงาน แล้วก็มีลูกน่ารักๆ สักสองสามคน พอเกษียณแล้วจะได้ออกท่องเที่ยวไง" เธอติดตลก

                                "อย่าพูดเล่นซีครับ" ผลขอร้อง ด้วยความอยากรู้ว่าปูนนี้แล้วอะไรทำให้เธออยากเรียนมหาวิทยาลัยขึ้นมา

                                  "ฉันฝันอยากเรียนมหาวิทยาลัยมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ก็เลยได้ทำตามฝันเสียที"

                                   หลังเลิกเรียนเราพากันเดินไปหาช็อกโกแลตมิลค์เชค ดื่มกันที่ศูนย์นักศึกษา เราสนิทกันในเวลาอันรวดเร็วตลอดสามเดือนต่อมา เราออกจากห้องเรียนพร้อมกันแล้วคุยกันไม่หยุดปาก ผมมักตะลึงฟังเธอเล่าเรื่องราวย้อนยุค ซึ่งเป็นประสบการณ์ของเธอ เรื่องราวที่เธอเล่าแสดงให้เห็นความฉลาดเฉลียวอันน่าทึ่ง

                                    ตลอดหลักสูตรปีนั้น  คุณยายโรส กลายเป็นดาวเด่นของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าเธอจะย่างกรายไปไหน เธอก็เป็นเพื่อนกับเขาไปทั่ว คุณยายโรสชอบแต่งตัวสวย จึงทำให้ใครๆในมหาวิทยาลัยสนอกสนใจ เธอเป็นหญิงชราผู้มีชีวิตชีวาจริงๆ

                                     ตอนปลายภาค เราเชิญคุณยายโรสขึ้นเป็นแขกรับเชิญ ในการกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในงานเลี้ยงของชมรมฟุตบอล ผลจะไม่มีวันลืมสิ่งที่คุณยายสอนพวกเราเลย หลังจากที่พิธีกรกล่าวแนะนำและเชิญเธอขึ้นไปยืนที่โพเดียม ในช่วงที่เธอกำลังวางกระดาษโน้ตสุนทรพจน์ของเธออยู่นั่นเอง กระดาษสองสามแผ่นก็ปลิวลงไปบนพื้น

                                     เธอมีท่าทีขัดเขิน และหงุดหงิดเล็กน้อย เธอชะโงกตัวเข้าหาไมโครโฟน พลางพูดว่า "ขอโทษนะ ฉันซุ่มซ่ามไปหน่อย แต่ฉันจะไม่เก็บโน้ตที่เขียนเตรียมไว้ขึ้นมาหรอก ให้ฉันเล่าเรื่องที่ตัวเองรู้ให้พวกเธอฟังดีกว่า"
 
                                     เธอกระแอมแล้วจึงเริ่มพูด เราไม่ได้หยุดเล่นเพราะเราแก่ตัวลง แต่ที่เราแก่ลงเพราะเราหยุดเล่นต่างหาก  เคล็ดลับที่จะทำให้เรายังคงความหนุ่มสาว  มีความสุข  และประสบความสำเร็จ  คือต้องหัวเราะและมีอารมณ์ขันทุกวัน ที่สำคัญคือ  เธอจะต้องมีความฝัน เพราะเมื่อไรที่สิ้นความฝัน ก็หมายความว่าเธอตายไปแล้ว  มีคนมากมายที่เราเห็นเดินไปเดินมาอยู่ในขณะนี้ที่เหมือนตายไปแล้ว โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

                                     "ข้อแตกต่างของการมีอายุมากขึ้น กับการเติบโตขึ้นมีอยู่มากมายทีเดียว  ถ้าเธออายุ ๑๙ แล้ว ได้แต่นอนอยู่เฉยๆ ทั้งปี  ไม่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์เลย เธอก็จะอายุมากขึ้น ๑ ปีเป็น ๒๐ ปี  ถ้าฉันอายุ ๘๗ แล้ว เอาแต่นอนนิ่งๆ บนเตียงตลอดปี ไม่ยอมทำอะไรเลย ฉันก็จะอายุมากขึ้นอีกปี กลายเป็น ๘๘ ใครๆ ก็อายุมากขึ้นได้ทั้งนั้น มันไม่ต้องใช้ทักษะหรือความสามารถอะไรเลย แต่การที่จะเติบโตขึ้นนั้น เราต้องแสวงหาโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอยู่เสมอ"     

                                  "อย่ามัวแต่เสียใจ  คนแก่จะไม่เศร้าใจในสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปแต่จะเสียใจในสิ่งที่ไม่ได้ทำต่างหาก  คนที่กลัวความตายก็คือคนที่ มีโอกาสได้ทำอะไรแล้วไม่ทำ"           

                                   คุณยายโรสจบสุนทรพจน์ของเธอ ด้วยการร้องเพลง "เดอะโรส" เธอขอให้เราศึกษาเนื้อเพลงนี้ให้ดี แล้วนำไปใช้กับชีวิตประจำวันของเรา

                                    สิ้นปีนั้น คุณยายโรส เรียนจบปริญญา หลังจากได้รอมานานหลายปี
              ๑ สัปดาห์หลังรับปริญญา  คุณยายโรส จากไปอย่างสงบ นักศึกษามากกว่า ๒๐๐๐ คน ไปร่วมงานศพของเธอ เพื่อระลึกถึง ยอดหญิงผู้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ไม่มีอะไรสายเกินไปที่จะเป็นทุกสิ่งที่เราอยากได้และอยากเป็น            

ปล.  "เพลงเดอะโรส เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "The Rose" แต่งโดย อะแมนดา  แมคบรูม ขับร้องโดย เบตต์  มิดเลอร์  เมื่อปี ๒๕๒๒ เป็นเพลงที่ร้องให้คนที่กลัวความพลาดหวัง ทั้งในเรื่องความรักและอื่นๆ จนไม่ยอมแม้แต่จะพยายามทำอะไร เนื้อร้องซึ่งเป็นที่จดจำและมีการอ้างถึงบ่อยๆ คือท่อนที่กล่าวว่า.......

and the soul afraid of dyin  that never  learns to live (และผู้ที่กลัวตาย ก็จะไม่เคยได้เรียนรุ้การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า)

ขอทุกท่านที่อ่านบทความเรื่องนี้ สร้างกำลังใจได้เป็นอย่างดี โปรดหาเนื้อเพลงเดอะโรสเต็มๆ มาลงกระทู้ต่อในห้องสนทนาให้ด้วย

   
                                                               สวัสดี อ่านดีๆ ให้มีปัญญาเกิด
                                                                     ศิริพงศ์  ครุพันธ์กิจ
                                                                   ๒๗  พฤษภาคม  ๒๕๕๒
                                                           

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 27, 2009, 13:35:32 โดย siriphong » บันทึกการเข้า

มนต์นัทธ์
ติดต่อสอบถาม 0622426236
Administrator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 4
กระทู้: 1,704



เว็บไซต์
| Share โพสกระทู้นี้ลงทวิตเตอร์ โพสกระทู้นี้ลง facebook ของคุณ
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2009, 14:51:18 »

<a href="http://www.youtube.com/v/HfUWub8xjdY&amp;hl=en&amp;fs=1" target="_blank">http://www.youtube.com/v/HfUWub8xjdY&amp;hl=en&amp;fs=1</a>
Some say love it is a river
that drowns the tender reed

บางคนนั้นกล่าวว่า รักนั้นเสมือนสายน้ำ
ที่เอ่อล้นท่วมยอดหญ้า

Some say love it is a razor
that leaves your soul to bleed

บ้างก็ว่ารักนั้นเสมือนคมมีด
ที่บาดหัวใจเราจนโลหิตไหลหลั่ง

Some say love it is a hunger
an endless aching need

บ้างก็ว่ารักนั้นเสมือนความหิวกระหาย
ครวญคร่ำโหยหาไม่รู้จักจบสิ้น

I say love it is a flower
and you it's only seed

แต่ฉันว่ารักนั้นเปรียบเสมือนดอกไม้
และเธอ คือเมล็ดพันธุ์เดียวของดอกไม้แห่งรักนั้น

It's the heart afraid of breaking
That never learns to dance

หัวใจดวงใด หากหวาดกลัวที่จะต้องแตกสลาย
หัวใจดวงนั้น ย่อมไม่กล้าแม้เพียงจะลองเริงระบำในห้วงรัก

It's the dream afraid of waking
That never takes the chance

คนผู้ใด หากหวาดกลัวที่จะตื่นจากความฝัน
คนผู้นั้น ย่อมไม่เคยแม้แต่จะเปิดโอกาสให้ตัวเอง

It's the one who won't be taken
Who cannot seem to give

คนผู้ใด หากไม่ยอมมอบหัวใจให้ใครได้ครอบครอง
คนผู้นั้น ย่อมไม่อาจเสียสละแก่ใครได้

And the soul afraid of dying
That never learns to live

ดวงวิญญาณใด ที่หวาดกลัวความตาย
ดวงวิญญาณนั้น ย่อมไม่อาจจะเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิต

When the night has been too lonely
And the road has been too long

เพราะฉะนั้น ยามใดที่ราตรีดูสงัดเงียบ
และหนทางเดินของเธอนั้นดูช่างยาวไกล

And you think that love is only
For the lucky and the strong

และเธอคิดว่า รักแท้นั้น
ย่อมเป็นของผู้ที่โชคดี และเข้มแข็งเท่านั้น

Just remember in the winter
Far beneath the bitter snows

ขอให้เธอจำไว้เถิด ว่าท่ามกลางฤดูอันหนาวเหน็บ
ภายใต้ผืนหิมะอันยะเยือกนั้น

Lies the seed
That with the sun's love
In the spring
Becomes the rose

ยังมีเมล็ดพันธุ์น้อยๆ
ซึ่งเมื่อยามได้รับแสงอันอาทร
จากดวงตะวันในฤดูใบไม้ผลิแล้ว
จักงอกเป็นกุหลาบงาม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 27, 2009, 15:06:05 โดย มนต์นัทธ์ » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF