อุมาฉายศรีตอนสำคัญ


Don’t be shy to be yourself.
Be the way you want to be.
Be different.
Be unique.

ต้นภาคเรียนแรกปีพ.ศ. ๒๕๑๖ ที่ห้องเรียนชั้นกลางปีที่ ๒ ขณะที่พ่อเขียนกระดานหน้าห้องเรียน มีลมพัดจากพระอุโบสถพระแก้ววังหน้าด้านทิศตะวันตก ผ่านเข้าประตูห้องเรียนมาโดนตัว พ่อรู้สึกหนาวจับเข้าขั้วหัวใจ พ่อล้มฟาดลงบนพื้นหน้าห้อง ไม่รู้สึกตัว

มาได้สติตอนที่อาจารย์….เรียกชื่อ พ่อนอนอยู่บนม้ายาวหน้าห้องเรียน อาจารย์…..ส่งธูปที่อาจารย์จุดให้พ่อรับมาถือ พร้อมบอกให้พ่อตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีพระปิ่นเกล้าคุ้มครอง แล้วนำลงไปพักที่พื้นดินหน้าอาคารเรียนหลังพระอุโบสถ

พ่อกลับขึ้นมาที่ห้องพักครู อาจารย์….เล่าให้พ่อฟังว่า ” ตอนที่หนูไม่รู้สึกตัว ( ท่านดาวเรือง ) มาประทับร่างของหนู ท่านบอกว่าปีนี้จะเกิดเลือดนองแผ่นดินที่หน้าวังบวร ปีหน้าจะเกิดความวุ่นวายในโรงเรียน พ่อแค่รับทราบ จากนั้นไม่นานเกินรอ เกิดเหตุการณ์ วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖

ปีพ.ศ. ๒๕๑๗ พ่ออยู่ชั้นกลางปีที่สามเป็นครูฝึกสอน งานไหว้ครูโขนละครปีนั้น เด็กนักเรียนชั้นต้นที่ร่วมพิธี มีพลังงานเหนือโลกเหนือความคาดหมายลงประทับหลายฅน

พลังงานที่มาเข้าประทับบอกกล่าวหลายเรื่องราว พลังงานหลายดวงผลัดกันสลับเข้าร่างเด็กหลายฅน ตลอดระยะเวลาเกือบทั้งวัน เมื่อโรงเรียนเลิกเรียน ท่านก็เลิกประทับ เด็กๆกลับบ้านเป็นปกติ แต่

พอรุ่งขึ้นเมื่อนักเรียนมาโรงเรียนท่านก็เข้าประทับอีก มาระยะหลังไม่ลงประทับร่างเด็กในห้องเรียน แต่พาร่างเด็กที่ลงประทับวิ่งขึ้นไปในพระอุโบสถวังหน้า เป็นเช่นนี้ติดต่อกันหลายวัน

พ่อบอกอาจารย์….ว่าไม่ใช่วิญญาณที่อื่นแน่นอน ผีที่ไหนจะเข้าสิงฅนในพระอุโบสถ มีคุณครูผู้ใหญ่ มาช่วยกันเจรจา เหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย เวลาลงประทับในวันท้ายๆ ไม่แสดงความดุเกรี้ยวกราดรุนแรงเหมือนช่วงแรกๆ

กระทั่งวันสุดท้ายแห่งการลงประทับร่างเด็กวันนั้นพ่อเข้าโรงเรียนช้ากว่าปกติถึงโรงเรียนประมาณเจ็ดโมงเช้า ” น้าเสริม ” ยามที่ป้อมยามหน้าประตูโรงเรียน พอเห็นพ่อผ่านเข้าประตูโรงเรียนก็รีบเข้ามาบอกว่า ” หนู เมื่อกี้ เด็กนักเรียนหญิงพอเดินผ่านป้อมยามก็ทิ้งกระเป๋า ร้องกรี๊ดวิ่งขึ้นบันไดเข้าไปในโบสถ

พ่อรีบตามขึ้นไป พบเด็กหญิงนั่งหันหน้าเข้าหาพระประธาน กำลังรวบผมตัวเองเกล้าเป็นมวยให้อยู่ที่ท้ายทอย

พ่อขาดสติพลั้งปากพูดออกไปว่า ” อะไรกันนักหนานี่ ชวนกันมาเข้าร่างเด็กไม่ยอมเลิกลา “

พลังงานที่แฝงเด็กหญิงหันมาหาพ่อแล้วพูดว่า ” เราเป็นพราหมณ์ของวังหน้า ที่พากันมาแฝงร่างเด็กนั้นล้วนเป็นเจ้านายในวังหน้า ที่มาเพื่อบอกให้รู้ว่าที่นี่พวกท่านยังประทับอยู่ ทำอะไรให้ระมัดระวัง ต่อไปนี้จะไม่มาให้วุ่นวายอีกแล้ว ” เมื่อท่านพูดกับพ่อเสร็จ เด็กนักเรียนหญิงฅนนั้นก็หันหน้าเข้าไปที่พระประธาน กราบสามครั้งแล้วฟุบลง พ่อลงกราบแล้วช่วยแก้ไขเด็กหญิงฅนนั้นกระทั่งรู้สึกตัว

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกเลยกระทั่งวันนี้ ท่านผู้รู้เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้น สงบนิ่งไม่พูดเล่าบอกต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น นานหลายปีเข้า เมื่อเด็กรุ่นใหม่ทราบระแคะระคาย พยายามสืบถามเพื่อรื้อฟื้นเรื่องราวในอดีต ผู้ใหญ่ที่ถูกถามกลับปฏิเสธ บางท่านโดนรบเร้าหนักท่านจึงแนะนำว่า ถ้ากล้าพอก็เข้าไปถามอาจารย์หนูก็แล้วกัน

มีผู้ใจกล้ามาพบพ่อเหมือนกัน แต่พออ้าปากถาม พ่อตะเพิดไล่กลับแทบไม่ทันว่า ” ไม่ใช่เรื่องของมึง “

เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนั้น เมื่อทุกอย่างสงบเรียบร้อย ผู้บริหารสั่งให้สร้างแท่นสี่เหลี่ยมประมาณเจ็ดสิบเซนตั้งขึ้นใจกลางพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส ตามที่ลูกๆผู้เข้าร่วมพิธีไหว้ครูประจำปีของพ่อที่พระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้าเห็นกันนั่นแหละ ว่าก่อนเริ่มพิธีพ่อต้องนำพวงมาลัยข้อพระกรที่สั่งทำเป็นพิเศษ ไปวางที่แท่นกลางพระอุโบสถกราบแสดงความเคารพเสร็จแล้ว จึงมาจุดเทียนชัยเริ่มพิธีไหว้ครู

กรุณาติดตามอ่านกระทู้ต่อไป จะเขียนเล่าว่าทำไมไล่ตะเพิดผู้ที่อยากรู้เรื่องในอดีตว่า ” ไม่ใช่เรื่องของมึง “

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *