ครูผู้เปรียบเสมือนพ่อ

พ่อรู้จักคุณครูตั้งแต่ตัวพ่อเริ่มจำความได้ คุณครูมอบความเมตตาให้ตัวพ่อมาตั้งแต่ยังเยาว์ กระทั่งพ่อเข้าเรียนเป็นนักเรียนโรงเรียนนาฏศิลป

พ่อเริ่มได้รับมอบโอกาสรับใช้ใกล้ชิดคุณครูตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เพราะคุณครูเห็นแววที่พ่อไม่เหมือนใคร เช่น นำดินมาปั้นหัวฤๅษีตั้งแต่พ่ออายุได้เพียงห้าขวบ ชอบไหว้พระสวดมนต์

ทุกวันพฤหัสบดีหลังจากที่คุณครูไหว้พระสวดมนต์เสร็จ ห้องพระที่บ้านคุณครูนั้นท่านจะเริ่มกดพิมพ์ปั๊มขึ้นรูปพ่อแก่ไว้สำหรับมอบให้ผู้รับการครอบจากท่านในพิธีไหว้ครู ตัวพ่อจะทำหน้าที่ช่วยคุณครูผสมผงมวลสารหยิบปั้นเป็นก่อนให้พอดีพิมพ์ส่งให้ท่าน

พ่อได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ช่วยพิธีกร เมื่อคุณครูกรุณาเป็นพิธีกรทำพิธีให้ศิลปินนอกกรมศิลปากร พ่อมีโอกาสร่วมช่วยงานคุณครูในพิธีสะเดาะพระเคราะห์ที่วัดแคนางเลิ้ง สมัยหลวงปู่ธูปยังอยู่

” หนู เขามีความรู้ความสามารถ ทำทุกอย่างได้ดี เสียดายที่ หนู เขาอายุยังไม่ถึงสามสิบเท่านั้น ” ประโยคคำพูดของคุณครูที่ท่านเมตตาตอบ เมื่อมีผู้ถามถึงตัวพ่อ

บุคลิกประจำตัวที่โดดเด่นของคุณครูที่นอกเหนือความสง่างาม คือ คุณครูไม่กล่าวคำที่ไม่สุภาพ แม้แต่คำว่า ” ไม่ดี ” มีรุ่นพี่ของพ่อฅนหนึ่ง ทำสิ่งขัดหูขัดตา

คุณครูตอบผู้ที่นำเรื่องมาเรียนให้คุณครูทราบ ชนิดที่ผู้ฟังคาดไม่ถึงว่า ” เจ้า….เขาเป็นผู้ใฝ่หาความรู้ เขาก็แค่น้ำที่ล้นออกจากแก้วเท่านั้นแหละ “

คุณครูของพ่อ ท่านจึงเป็นครูโขนที่อยู่ในดวงใจของทุกฅน ชีวิตของคุณครูงามพร้อมทุกประการ ไม่เพียงแค่ ” รำงาม ” สำหรับพ่อกล่าวได้เต็มปากเต็มคำจากหัวใจว่า ” คุณครูคือศิลปินที่ปรีชา ผู้ปั้นดินที่ไร้ค่าให้เป็นฅน ”

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

บารมีองค์พระมหาเทพ

The mind has to be empty, to see clearly.
God is frequency that exists within you,take back you power.

ความเชื่อถือศรัทธาเป็นเรื่องเฉพาะตน ผู้ไม่เชื่อถือไม่ใช่ผู้ที่ผิดแปลกอะไร เขาแค่ต้องการพิสูจน์ด้วยประสบการณ์จริงที่เกิดกับตัวเขาเท่านั้น

อดีตพ่อเป็นฅนไม่เชื่อถืออะไรเลย แต่เมื่อเห็นด้วยตาเนื้อได้ยินด้วยหูของตัวเอง พฤติกรรมที่เหมือนฅนบ้าที่เป็นอยู่นานนับเป็นเดือน สามารถหายได้ด้วยเสียงบอกที่หูว่าให้ไปซื้อรูปเทพแขกมาไว้บนหัวเตียงแค่ใบเดียว
ตั้งแต่วันนั้น พ่อบอกตัวเองว่า กูจะเลือกเชื่อถือศรัทธาเฉพาะ พระอิศวร พระอุมา พระคเณศ เท่านั้น

เมื่อคิดเช่นนั้นจึงเริ่มทำสมาธิยึดองค์ภาวนา ” โอมนมัสศิวา ” ภาพนิมิตรที่ปรากฏขณะเจริญภาวนา เห็นองค์พระอิศวรหน้าตาดุ มีเขี้ยวทุกครั้ง เมื่อถามผู้ใหญ่ไม่มีใครตอบได้กลับมองพ่อว่าคิดสร้างนิมิตรขึ้นเอง
ก่อนจะเกิดเหตุทั้งหมดนั้นพ่อบูชาหัวโขนพ่อแก่กับปู่องค์พระอยู่ทุกวันตั้งแต่เริ่มจำความได้ มีใจรักผูกพันกับหัวโขนพ่อครูทั้งสองมาก่อน เพราะแม่นำให้ทำตาม ซึ่งช่วงต้นปีพ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่มีใครเคยบอกด้วยว่าปู่องค์พระ คือ พระอิศวรอวตารปาง ” มหากาลไภรวะ “

วันหนึ่งเหมือนมีอะไรมาดลใจให้ขึ้นไปดูภาพจิตรกรรมที่บานหน้าต่างพระอุโบสถบวรสถานสุทธาวาส ( ขณะนั้นยังไม่ได้บูรณะ )

ที่หน้าต่างสามบานของพระอุโบสถด้านขวาองค์พระประทานให้ความกระจ่างสิ้นข้อสงสัย

มาเมื่อริหัดทำหัวโขน ไม่ได้เริ่มจากมงกุฎชฎา พอเริ่มคิดก็นำดินเหนียวหัดปั้นหุ่นหัวโขนองค์พระ ประเดิมขึ้นเป็นหัวแรกของชีวิต

ปัจจุบันหัวหุ่นดินปั้นหัวแรก พ่อสำรอกหล่อขึ้นเป็นโลหะ บูชาเป็นครูช่างหัวโขนมากระทั่งทุกวันนี้ ส่วนดินของหุ่นก็นำเป็นมวลสารสร้างวัตถุรูปเคารพสัญลักษณ์แทนครู ” องค์พระพิราพ ” ออกเผยแพร่

มนุษย์กำหนดไม่เท่าฟ้าบันดาล ทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้แล้ว แค่คุณทำตามสิ่งที่ข้างในบอกคุณเท่านั้น

พลังจักรวาล เหนือโลกเหนือความคาดหมายรอคุณพิสูจน์

๐ โอม นมัสศิวา วันทิตะวา อะสุระเทพานัง มะหันตะพะลัง อันตะรายัง วินาสสันติ ๐ ขอองค์พระอิศวรมหากาลไภรวะ ” พระพิราพ ” เมตตาขจัดปัดเป่าสิ่งไม่พึงประสงค์ ให้ชีวิตทุกท่านดำรงอยู่ด้วยความสวัสดี สาธุ

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

ผู้มีปัญญาคิดแต่ไม่ขยาย

ฅนฉลาดไม่แสดงออกในเรื่องที่คิด ผู้ร่วมสังคมบางฅนทำให้ต้องระมัดระวัง จุดเปลี่ยนกำลังสอนให้รู้ว่า คุณควรใส่ใจกับเรื่องอะไร เรื่องใดควรปล่อยผ่าน สิ่งที่ควรกระทำมีเพียงเรื่องเดียว คือ รักปรารถนาดีกับตัวเองให้มากที่สุด

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

อุมาฉายศรี การณ์กรณีย์

ประสพการณ์ตรงของ อุมาฉายศรีการณ์กรณีย์ ที่เรียบเรียงเล่าตามลำดับขึ้นสี่ตอนนั้น เพื่อประโยชน์ให้ผู้อ่านได้ประมวลข้อคิดดังนี้

เรื่องฅนมีองค์ ขึ้นอยู่กับสายใยสัญญาเดิมที่ผูกพันกันมาในอดีต ไม่สานต่อก็ไม่เป็นไร แค่เป็นฅนดีเท่านั้น คำว่า ” ผู้ประพฤติดี ” ใครทำได้ย่อมเป็นเกราะคุ้มครองป้องกันไม่ให้ตกต่ำ พบความสุขสมบูรณ์ตลอดชีวิตกระทั่งสิ้นอายุขัย

ชีวิตฅนมีองค์ เหมือนฅนที่ต้องชดใช้ลบล้างกรรมเก่า การดำเนินชีวิตระยะแรกมักพบอุปสรรค มีความขุ่นเคืองขัดข้องที่ต้องเผชิญ เอาชนะให้ได้ ” ไม่มีใครตาย เพราะรับเศษกรรมเก่าไม่ได้ ” กรรมเก่าผีไม่ได้แช่งเทพยดาไม่ได้สาป ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าของชีวิตล้วนกระทำไว้เองทั้งหมด เพียงระลึกไม่ได้ หลีกเลี่ยงไม่พ้นเท่านั้น

พ่อขอเรียนให้ทราบว่า พ่อไม่เคยขึ้นขันรับองค์ลงประทับ เข้าพิธีใดใดกับใครทั้งสิ้น พ่อมีชีวิติที่ดีเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ เพราะ พ่อแม่ครูอาจารย์ พลังเหนือโลกเหนือความคาดหมายเมตตา

ตลอดชีวิตพ่อมีครั้งเดียวเท่านั้น ที่พลังเหนือโลกเหนือความคาดหมายเมตตามาใช้สังขารร่างกาย ฅนมีองค์พลังงานแฝงไม่ได้มีเพียงพลังงานเดียวที่ดูแล ยกตัวอย่างตามที่พ่อเขียนเล่านี่แหละ ท่านอ่านแล้วคิดพิจารณาตามย่อมทราบ

ฅนมีองค์ ควรตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาท ควบคุมสติให้มั่น อย่าปล่อยร่างกายให้คล้อยตามความรู้สึก รักษากิริยาให้เข้มงวด ” เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด ” ดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของขนบธรรมเนียมประเพณีในสังคมที่ร่วมใช้ชีวิตยอมรับว่าทำดีทำงาม เตือนตัวเองเสมอว่า “

ฅนมีองค์ไม่ใช่ยอดมนุษย์ผู้วิเศษ ” ฅนมีองค์มีหน้าที่สำคัญต้องบำเพ็ญทานสร้างกองการกุศล ” อย่างใช้ปัญญาไตร่ตรองให้คุ้มค่า มีประโยชน์กับผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายอย่างแท้จริง เห็นผลทันตาไม่ใช่รอรับผลชาติหน้า ” ในเครื่องหมายคำพูดนี้สำคัญยิ่ง

ยึดมั่นศาสนธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสำคัญในการดำเนินชีวิต อย่าหลงทาง บ้าบุญ จะเป็นเหยื่อของผู้ที่คิดวิธีวางเบ็ดมาดีแล้ว

ที่ตะเพิดผู้อยากรู้เรื่องราวในอดีตว่า ” ไม่ใช่เรื่องของมึง ” เพราะ เป็นเรื่องของฅนรุ่นก่อน ซึ่งผ่านไปแล้ว ผู้ที่เกิดภายหลังไม่มีส่วนร่วม จะรู้เพื่อประโยชน์อะไร ทำหน้าที่ปัจจุบันของตนให้เต็มกำลังความสามารถเถิด

ที่เขียนเล่ามาสี่ตอนเป็นเพียงประสพการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับตัวพ่อในแผ่นดินวังหน้าเท่านั้น เรื่องราวภายนอกที่ประสพพบเจอ ที่ไม่ได้เขียนเล่ามีอีกมากมาย

หัวใจสำคัญของเรื่องอุมาฉายศรี การณ์กรณีย์ คือ ประเทศชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพยดา บูรพมหากษัตริยาธิราช ผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ผืนแผ่นดินไทยในอดีต เมตตาพิทักษ์รักษาปกป้องคุ้มครอง จึงควรสำนึกถึงเรื่องความกตัญญู รู้กระทำการตอบแทนพระคุณ

เรื่องใหญ่มักกลับกลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องร้ายกลายเป็นเรื่องดี ในทุกวิกฤติสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ เพราะ เมตตาบารมีของท่านผู้พิทักษ์รักษา

อ่านเรื่องที่เขียนเล่าแค่ประดับความรู้ไม่ต้องเชื่อ สิ่งที่ผู้อ่านทุกท่านสมควรเชื่อ คือ กฏแห่งกรรม ” การกระทำดีของตน “

ขอบพระคุณที่กรุณาติดตามอ่านครับท่าน
ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ
ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำสูงต่ำอยู่ที่กระทำตัว
โชคคดีเสมอครับท่านที่เคารพ

อุมาฉายศรีตอนสำคัญ


Don’t be shy to be yourself.
Be the way you want to be.
Be different.
Be unique.

ต้นภาคเรียนแรกปีพ.ศ. ๒๕๑๖ ที่ห้องเรียนชั้นกลางปีที่ ๒ ขณะที่พ่อเขียนกระดานหน้าห้องเรียน มีลมพัดจากพระอุโบสถพระแก้ววังหน้าด้านทิศตะวันตก ผ่านเข้าประตูห้องเรียนมาโดนตัว พ่อรู้สึกหนาวจับเข้าขั้วหัวใจ พ่อล้มฟาดลงบนพื้นหน้าห้อง ไม่รู้สึกตัว

มาได้สติตอนที่อาจารย์….เรียกชื่อ พ่อนอนอยู่บนม้ายาวหน้าห้องเรียน อาจารย์…..ส่งธูปที่อาจารย์จุดให้พ่อรับมาถือ พร้อมบอกให้พ่อตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีพระปิ่นเกล้าคุ้มครอง แล้วนำลงไปพักที่พื้นดินหน้าอาคารเรียนหลังพระอุโบสถ

พ่อกลับขึ้นมาที่ห้องพักครู อาจารย์….เล่าให้พ่อฟังว่า ” ตอนที่หนูไม่รู้สึกตัว ( ท่านดาวเรือง ) มาประทับร่างของหนู ท่านบอกว่าปีนี้จะเกิดเลือดนองแผ่นดินที่หน้าวังบวร ปีหน้าจะเกิดความวุ่นวายในโรงเรียน พ่อแค่รับทราบ จากนั้นไม่นานเกินรอ เกิดเหตุการณ์ วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖

ปีพ.ศ. ๒๕๑๗ พ่ออยู่ชั้นกลางปีที่สามเป็นครูฝึกสอน งานไหว้ครูโขนละครปีนั้น เด็กนักเรียนชั้นต้นที่ร่วมพิธี มีพลังงานเหนือโลกเหนือความคาดหมายลงประทับหลายฅน

พลังงานที่มาเข้าประทับบอกกล่าวหลายเรื่องราว พลังงานหลายดวงผลัดกันสลับเข้าร่างเด็กหลายฅน ตลอดระยะเวลาเกือบทั้งวัน เมื่อโรงเรียนเลิกเรียน ท่านก็เลิกประทับ เด็กๆกลับบ้านเป็นปกติ แต่

พอรุ่งขึ้นเมื่อนักเรียนมาโรงเรียนท่านก็เข้าประทับอีก มาระยะหลังไม่ลงประทับร่างเด็กในห้องเรียน แต่พาร่างเด็กที่ลงประทับวิ่งขึ้นไปในพระอุโบสถวังหน้า เป็นเช่นนี้ติดต่อกันหลายวัน

พ่อบอกอาจารย์….ว่าไม่ใช่วิญญาณที่อื่นแน่นอน ผีที่ไหนจะเข้าสิงฅนในพระอุโบสถ มีคุณครูผู้ใหญ่ มาช่วยกันเจรจา เหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย เวลาลงประทับในวันท้ายๆ ไม่แสดงความดุเกรี้ยวกราดรุนแรงเหมือนช่วงแรกๆ

กระทั่งวันสุดท้ายแห่งการลงประทับร่างเด็กวันนั้นพ่อเข้าโรงเรียนช้ากว่าปกติถึงโรงเรียนประมาณเจ็ดโมงเช้า ” น้าเสริม ” ยามที่ป้อมยามหน้าประตูโรงเรียน พอเห็นพ่อผ่านเข้าประตูโรงเรียนก็รีบเข้ามาบอกว่า ” หนู เมื่อกี้ เด็กนักเรียนหญิงพอเดินผ่านป้อมยามก็ทิ้งกระเป๋า ร้องกรี๊ดวิ่งขึ้นบันไดเข้าไปในโบสถ

พ่อรีบตามขึ้นไป พบเด็กหญิงนั่งหันหน้าเข้าหาพระประธาน กำลังรวบผมตัวเองเกล้าเป็นมวยให้อยู่ที่ท้ายทอย

พ่อขาดสติพลั้งปากพูดออกไปว่า ” อะไรกันนักหนานี่ ชวนกันมาเข้าร่างเด็กไม่ยอมเลิกลา “

พลังงานที่แฝงเด็กหญิงหันมาหาพ่อแล้วพูดว่า ” เราเป็นพราหมณ์ของวังหน้า ที่พากันมาแฝงร่างเด็กนั้นล้วนเป็นเจ้านายในวังหน้า ที่มาเพื่อบอกให้รู้ว่าที่นี่พวกท่านยังประทับอยู่ ทำอะไรให้ระมัดระวัง ต่อไปนี้จะไม่มาให้วุ่นวายอีกแล้ว ” เมื่อท่านพูดกับพ่อเสร็จ เด็กนักเรียนหญิงฅนนั้นก็หันหน้าเข้าไปที่พระประธาน กราบสามครั้งแล้วฟุบลง พ่อลงกราบแล้วช่วยแก้ไขเด็กหญิงฅนนั้นกระทั่งรู้สึกตัว

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกเลยกระทั่งวันนี้ ท่านผู้รู้เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้น สงบนิ่งไม่พูดเล่าบอกต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น นานหลายปีเข้า เมื่อเด็กรุ่นใหม่ทราบระแคะระคาย พยายามสืบถามเพื่อรื้อฟื้นเรื่องราวในอดีต ผู้ใหญ่ที่ถูกถามกลับปฏิเสธ บางท่านโดนรบเร้าหนักท่านจึงแนะนำว่า ถ้ากล้าพอก็เข้าไปถามอาจารย์หนูก็แล้วกัน

มีผู้ใจกล้ามาพบพ่อเหมือนกัน แต่พออ้าปากถาม พ่อตะเพิดไล่กลับแทบไม่ทันว่า ” ไม่ใช่เรื่องของมึง “

เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนั้น เมื่อทุกอย่างสงบเรียบร้อย ผู้บริหารสั่งให้สร้างแท่นสี่เหลี่ยมประมาณเจ็ดสิบเซนตั้งขึ้นใจกลางพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส ตามที่ลูกๆผู้เข้าร่วมพิธีไหว้ครูประจำปีของพ่อที่พระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้าเห็นกันนั่นแหละ ว่าก่อนเริ่มพิธีพ่อต้องนำพวงมาลัยข้อพระกรที่สั่งทำเป็นพิเศษ ไปวางที่แท่นกลางพระอุโบสถกราบแสดงความเคารพเสร็จแล้ว จึงมาจุดเทียนชัยเริ่มพิธีไหว้ครู

กรุณาติดตามอ่านกระทู้ต่อไป จะเขียนเล่าว่าทำไมไล่ตะเพิดผู้ที่อยากรู้เรื่องในอดีตว่า ” ไม่ใช่เรื่องของมึง “

มีศักดิ์ศรีเพราะพระอุมาฉายแสง

You just listen to your own heart.
This is your only teacher.
Do begin to day ,
don’t delay for tomorrow none has seen.

จากวันที่เริ่มเห็นพลังงานเร้นลับในแผ่นดินเกิด วันหนึ่งเกิดสิ่งที่ไม่น่าเห็นขึ้นที่วัดแห่งหนึ่ง ชายวัยรุ่นไปเผาศพเพื่อนเรียนร่วมชั้นต้นปีที่ ๒ก. ระหว่างรอทอดผ้าบังสุกุล เขาเกิดเห็นศพเพื่อนที่นอนอยู่ในโรงบนเมรุ ไม่สวมเสื้อผ้า นุ่งกางเกงในสีขาวเพียงตัวเดียวเท่านั้น เขาอดรนทนไม่ได้ต้องถามเพื่อพิสูจน์

เขาเดินไปถามคุณครู….ซึ่งเป็นคุณป้าของเพื่อน ” คุณครูครับผมเห็นว่าเจ้า…มันนุ่งกางเกงในตัวเดียวอยู่ในผ้าที่ห่อศพครับคุณครู “

” หนูเห็นไม่ผิดหรอกลูก ตอนนั้นใครก็ทำอะไรกันไม่ถูกมัวแต่ตกใจ…นำศพ…ลงหีบที่โรงพยาบาลในแบบที่หนูเห็นจริงๆ “

ตั้งแต่เหตุการณ์เกิดขึ้นกับตัวเขาวันนั้น เขาเริ่มอยากเรียนรู้เวทมนต์คาถา จึงไปที่เวิ้งนครเขษม ซื้อสารพัดหนังสืออักขรเลขยันต์มาอ่านทุกวันหลังเลิกเรียน

มารดาของเขาเห็นเข้าจึงหยิบแผ่นปั๊มรูปหลวงพ่อวัดกลางสวน กับแผ่นปั๊มสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร มาให้ มารดาบอกให้เขานำใส่พานตั้งไว้บนหัวเตียง

ให้ว่าคาถา ๐ อิติสุคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปะฐะวีคงคา พระภูมิเทวา ขมามิหัง ๐ บูชาทุกคืนก่อนนอน

จากนั้นไม่นาน เขาเริ่มหัดทำพิมพ์พระคเณศ ใช้ผงธูปในกระถางธูปที่ตั้งหน้าแท่นบูชาพระคเณศหน้าอาคารหลังแรกของเรียนโรงนาฏดุริยางค์เป็นมวลสารตั้งต้น แจกเพื่อนร่วมรุ่น

เพื่อนรุ่นน้องที่เรียนดุริยางค์ไทย พูดว่า ” อาจารย์หนูร้อนวิชา “

เขาไม่ตอบโต้แม้แต่คำเดียว กระทั่งรุ่นน้องท่านนั้นได้รับมอบโองการไหว้ครูจากบิดาบังเกิดเกล้าของตนเอง

รุ่นน้องเริ่มคิดจัดไหว้ครูแทนบิดาที่จากไปอยู่บนสวรรค์ เขาจึงมาหาพ่อ ” อาจารย์พี่หนูช่วยทำของแจกเป็นที่ระลึกงานไหว้ครูให้ผมหน่อยครับ นี่พิมพ์ของปู่ผม ผมนำมาให้อาจารย์พี่หนูใช้ทำแบบครับ

พ่อจัดทำพิมพ์ปั๊มขึ้นรูปพ่อครูฤๅษีด้วยมวลสารของคุณครูอาคม สายาคม ที่กลางพระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้า ให้ไปหนึ่งพันองค์

มาเมื่อน้องฅนสำคัญจะจัดงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการ มาขอของแจกเป็นที่ระลึก พ่อจัดทำเพิ่มไปให้อีกห้าร้อยองค์ เราน้องพี่เลือดสีเดียวกัน

กรุณาติดตามตอนสำคัญ ในตอนที่สี่

อุมาฉายศรีพลังงานที่เมตตา

See everyone through the eyes of spirit, this is how we find love and compassion for all.

สิ่งที่เห็นในคืนที่ออกล่าหาสิ่งที่อยากรู้มีมากมาย ขอเล่าแค่เรื่องที่ประทับใจ ที่ต้นลั่นทมบันไดทางลงด้านข้างของพระอุโบสถบวรสถานสุทธาวาสด้านทิศเหนือ สิ่งที่อยากรู้อยากเห็นนั้น มีจริงแต่ไม่เหมือนกับที่ฟังเรื่องกล่าวขาน

ที่ต้นลั่นทมที่ลือชื่อว่าผีดุนักหนา สิ่งที่ได้เห็นกับตาเนื้อ คือ เด็กเกล้าจุกชายหญิงแต่งกายเป็นลูกผู้ดีมีมาลัยรัดจุกที่เกล้าสวยงาม นั่งบนกิ่งลั่นทมที่เอนทอดกิ่งยาวใหญ่แขว่งเท้าเล่น กับอีกสองฅนที่ใช้มือทั้งสองเหนี่ยวกิ่งลั่นทมกิ่งบนเหนือขึ้นไปทิ้งตัวลงมาเกว่งเล่นสลับปล่อยมือซ้ายมือขวา

เด็กทั้งสามฅนไม่ได้แสดงอาการแลบลิ้นปลิ้นตาหลอก มีแต่ส่งเสียงหัวเราะด้วยความสนุก เมื่อเขารู้ว่ามีฅนมองเห็นเขา เขาก็กวักมือร้องเรียกให้ไปเล่นกับเขา ” ยังไม่เล่นด้วยขอเดินดูอะไรๆไปเรื่อยๆก่อน ” เด็กทั้งสามโบกมือให้ ” ” อย่าลืมมาเล่นด้วยกันนะ “

ชายวัยรุ่นเดินผ่านเรือนเขียวถึงต้นจันทร์ใหญ่ที่อยู่ข้างซ้ายของเรือนเขียว ต้นจันทร์คู่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่มากมีแสงระยิบระยับเต็มไปหมด

ที่โคนต้นจันทร์มีศาลหลังหนึ่งทำด้วยไม้ถอดแบบพระอุโบสถทุกประการ ศาลหลังนี้ไม่ใช่ศาลหลังดั้งเดิม เป็นศาลที่เปลี่ยนตั้งขึ้นใหม่ในชั้นหลัง ศาลแรกเริ่มประเดิมตั้งขึ้นนั้นเป็นศาลไม้สักธรรมดาหลังเล็กๆ ที่ผู้นิยมขอหวย กอขอ แล้วรับเงินเป็นกอบเป็นกำหลายครั้งร่วมกันตั้งขึ้นถวาย แต่เดิมฅนเก่าจะเรียกขานกันในนาม ” ศาลเสด็จแม่ต้นจันทร์ “

ปัจจุบันต้นจันทร์คู่แฝดขึ้นติดกันยืนต้นตายถูกตัดลงเพราะเกรงว่าเรือนเขียวจะได้รับอันตราย ผู้บริหารระยะหลังนำต้นพิกลุมาปลูกแทน ศาลได้เปลี่ยนใหม่เป็นครั้งที่สาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการบูรณะ

เดิมที่ดินบริเวณตันจันทร์เป็นที่เลี้ยงช้างของวังหน้า ตรงตีนสะพานพระปิ่นเกล้าข้างอาคารเทศบาล แต่ก่อนเป็นท่าน้ำมีบันไดทำด้วยหินทอดลงไปในแม่น้ำเพื่อให้ช้างเดินลงไปอาบน้ำ ” ท่าช้างวังหน้า “

ชายวัยรุ่นเดินผ่านต้นจันทร์ถึงบริเวณหน้าพระอุโบสถบวรสถานสุทธาวาส เห็นชีนุ่งขาวห่มขาวลักษณะกิริยาเรียบร้อยสองท่าน นั่งเจียนหมากจีบพลูกินกันที่เชิกพักชั้นแรกทางขึ้นพระอุโบสถ คุณชีทั้งสองเรียกชายวัยรุ่นให้กินหมากกับท่าน เขายกมือไหว้กล่าวขอบคุณแล้วเดินต่อถึงแท่นตั้งองค์พระคเณศหน้าอาคารหลังแรกของโรงเรียนนาฏดุริยางค์

เหลือเชื่อ…องค์พระคเณศหล่อด้วยปูนสีขาว ที่เห็นเวลากลางวัน ลุกขึ้นยืน มีรัศมีแสงรอบกายสว่างเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า

ไม่เพียงเท่านั้น พระพักตรที่เป็นช้างกลายกลับเป็นหน้าเทพบุตร ซึ่งต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นฅนนั้น ทำหัวโขนพระคเณศเป็นหน้าเทพบุตร ตามที่เขาเคยเห็นมาด้วยตาของเขาเอง

กรุณาติดตามอุมาฉายศรีตอนที่สาม

อุมาฉายศรี นั้นสำคัญมาก

Every truly, fully actualized soul that returns to their full power, their full MEMORY of who and what they are….
Where they come from, affects the entirety of All of creation.

วัยรุ่นชายที่ใช้ชีวิตปกติเฉกเช่นฅนทั่วไป จู่ๆก็ปีนขึ้นไปนั่งตากแดดบนหลังคาขณะที่แสงแดดแผดกล้าในตอนเที่ยงวัน ถึงเวลาตะวันชายแสงยามบ่ายจึงลงมาจากหลังคา ปฏิบัติอยู่อย่างนี้ สลับกับการปีนขึ้นเสาไฟฟ้าไปเหนี่ยวสายไฟฟ้าแรงสูงเหมือนลิงไต่ราว ในเวลาที่ฝนกำลังตกหนัก เป็นอยู่อย่างนี้นานเป็นเดือน

มีผู้แนะนำมารดาของชายวัยรุ่นว่า ให้นำลูกชายไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบ้า แต่มารดากลับพูดว่า ” เขาเป็นเอง เขาก็หายได้ด้วยตัวของเขาเอง “

แล้ววันหนึ่งมีเสียงกระซิบที่ข้างหูชายวัยรุ่นฅนนั้นว่า ไปหารูปเทพเจ้าอินเดียมาตั้งที่หัวเตียงนอน ชายวัยรุ่นปฏิบัติตามที่เสียงไร้ตัวตนบอก เมื่อถึงร้านขายภาพ ชายวัยรุ่นพบภาพที่ถูกใจที่สุดภาพหนึ่ง ดูมีชีวิต โดยเฉพาะดวงตาของภาพวาดเหมือนจ้องมองเขาด้วยความเมตตามากๆ เขาจึงซื้อภาพนั้นในราคาสิบห้าบาทมาพิงไว้ที่ข้างฝาเหนือหัวเตียงนอนของเขา

วันรุ่งขึ้นจากที่เขาหลับสนิทบนเตียงนอนที่บนหัวเตียงมีรูปพระศรีมหาอุมา เขาตื่นขึ้นด้วยความสดใส เลิกขึ้นหลังคาบ้าน เลิกเป็นลิงไต่ขึ้นเสาไฟฟ้า

จากนั้นเขาก็เริ่มรับทราบข้อมูลหลายอย่างจากเสียงกระซิบที่ข้างหู แบบไร้ตัวตนของเจ้าของเสียง และจากฅนเก่าแก่ในวังหน้า มากมายหลายเรื่อง

เขาเริ่มอยากเห็นสิ่งเร้นลับตรงสถานนั้นสถานนี้ ตกดึกสงัดของคืนหนึ่ง เขาเดินไปทุกสถานที่ตามคำบอกเล่า เขารู้เห็นด้วยตาเนื้อทุกสิ่ง แถมด้วยเขาไม่กลัวสิ่งที่เขาเห็นอีกด้วย

” อุมา โส ตัสสะ เทวาสิตานัง อุมายะ วันทามินัง ” คาถาที่ไม่ถูกต้องตามหลักการประพันธ์ ที่เด็กวัยรุ่นฅนนั้นใช้มาตลอดเพราะได้จากความฝันของตัวเขาเอง

กรุณาติดตามอุมาฉายศรีตอนสอง

You just listen to your own heart

You just listen to your own heart.
This is your only teacher.
แค่ทำจิตให้นิ่งเท่านั้น ทุกสิ่งสำเร็จได้ในช่วงเวลาเพียงอึดใจ

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

ปากเป็นเอก

” คำพูด ” เป็นสิ่งเดียวที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ แม้แต่คำว่า ” ขอโทษ ” ก็ไร้ประโยชน์

ศิริพงศ์ ครุพัธ์กิจ