อ่านไม่สนุกแค่ทะลุทะลวงความคิด ตอนสอง

” รักอะไรในเมื่อเวลาคือชีวิต ” รักรักรัก ใคร่ทราบนักรักมากแค่ไหน ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไปงั้นๆ เมื่อสังขารเริ่มร่วงโรย ” เมื่อไรจะหมดเวรเสียที ช่วยถามผู้รู้ให้หน่อยสิ เบื่อต้องแบกภาระดูแลแล้ว ” ไม่ต้องรอความชรามาเยือนหรอก ขณะวัยฉกรรจ์นี่แหละ แว๊บหนึ่งของความคิดที่เข้ามาเยี่ยมเยือนเสมอๆ ” ทำไมฅนข้างกายเราไม่เหมือนของเพื่อนนะ เอ…เราตัดสินใจขังตัวเองเร็วไปไหมนี่ ” จากเป็นไปเสียก่อนจากตายดีไหม ใครช่วยตัดสินใจให้ได้บ้าง

ผู้ที่รักเราอย่างคุณพ่อคุณแม่ ท่านก็พากันไปเยี่ยมวิมานชั้นฟ้า ความรักอมตะมีจริงที่ไหนไม่มีอะไรที่จะเหนี่ยวรั้งให้ยืนยาวได้เลยสักเรื่องเดียว สิ่งที่ควรทำที่สุด คือ คว้าสิ่งที่พอใจตรงหน้ามาเสพสุขให้สมใจ ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่ว่าใจของใครก็ต้องการความอิสระ ” เวลาคือชีวิต ” ทุกสิ่งไม่ใช่ของเรา จะต้องเศร้าไปทำไม แม้เศษเสี้ยวของความทรงจำไม่ต้องเก็บไว้ให้ชอกช้ำหัวใจ ” ฅนโง่เท่านั้นที่เห็นกระโถนใส่ขี้เป็นชามเต้าเจี้ยวหลน “

กรุณาติดตามตอนที่สาม

อ่านไม่สนุกแค่ทะลุทะลวงความคิด

” ช่วยเหลือร้อยครั้งไร้ความหมาย กูจำได้แค่ครั้งเดียวที่มึงไม่ช่วยกู ” ชีวิตดำเนินไปพร้อมความพลัดพรากไม่ควรยึดสิ่งใดให้เพลียใจตัวเอง ” ความรัก คือ การยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน ” รักอมตะไม่มีในโลก ความรักก่อตัวขึ้นเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ความรักตัวเองผลักดันให้แสวงหาสิ่งที่ต้องการเพื่อเตืมเต็มให้ชีวิต ” คุณรักผม ผมรักคุณ ” แม้ยามหลับยังกุมมือกันไม่ยอมปล่อย เพื่อสนองความอุ่นใจให้ตัวเองว่า ” เขาไม่ได้หายไปไหม

แปลกไหมที่ในยามหลับไม่ฝันเรื่องเดียวกันทั้งที่รักกันนักหนา ต่างฅนต่างฝัน มีบ้างบางครั้งที่เจอกันในฝัน ว่าฉันและเธอผจญเหตุการณ์เดียวกัน ฝันร้ายเท่านั้นที่ฉันจะพบเธอ เคยถามตัวเองหรือเปล่า ” เราจะรักกันมีกันและกันแม้ในความฝัน ” ที่เคยสัญญากันไว้ทำไมไม่เป็นจริงนะ

เวลาผ่านไป ทั้งคุณและผม ต่างชินไปเองที่มีกันและกัน เวลาที่มีให้กันในชีวิตประจำวันเริ่มน้อยลง

สังคมที่ทำงานเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลกับการดำรงชีพ ภาระรายจ่ายในครอบครัว ภาษีสังคมทำให้เงินขาดมือ ความหงุดหงิดเริ่มซึมลึก ทุกความต้องการจำเป็นหมด ตัดออกไม่ได้สักรายการเดียว ทั้งๆที่เราสองฅนก็ช่วยกันหาทำไมไม่พอใช้ เงินเก็บไม่ต้องพูดถึง ลางร้ายเริ่มฉายเงา บัตรเครดิตไงคุณแล้วค่อยผ่อนใช้ในภายหลัง ” ความรักคือการยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน ” ชัดเลย

กรุณาอ่านตอนสอง

สมคิด

 หลายท่านสงสัยว่า พ่อนับถือองค์พระอิศวรมหากาลไภรวะ " พระพิราพ " เป็นมหาเทพสูงสุด ทำไมจึงให้วีธีรพ่อหมอสั่งจองยักษ์วัดแจ้ง จะนำมาทำอะไร

ถ้าทางวัดแจ้งสร้างยักษ์ชื่อตรีเศียร พ่อไม่ให้วีธีรพ่อหมอเสียเงินโดยปราศจากประโยชน์แน่นอน

เผอิญทางวัดแจ้งเลือกสร้างอสูรพรหมนาม ” ราวณะ ” ( ราวัน ) พ่อจึงให้วีธีรสั่งซื้อมาเพื่อ ” บูชาปัญญาของตัวพ่อเอง ” ที่สามารถวิจารณ์เกียรติของรามได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแจกแจงเหตุผลได้อย่างหนักแน่น กระทั่งถูกผู้ใหญ่ในสมัยนั้นปราม เพราะ พ่อลบล้างความเชื่อถือที่มีมาแต่เดิมอย่างสิ้นเชิง

งานศิลป์ที่ทางวัดแจ้งสร้างขึ้นชิ้นนี้ พ่อนำใช้เป็นเครื่องบูชาความเคารพ ความคิดการตัดสินใจของตน ที่เลือกศรัทธาเชื่อถือองค์พระอิศวรมหากาลไภรวะ ” พระพิราพ ” เป็นมหาเทพสูงสุดของชีวิต เหมือนราวณะ ” ราวัน ” ที่ยึดมั่นศรัทธาองค์พระศิวะพระมหาเทพ อย่างมั่นคง

” มองทุกเหตุการณ์ให้ตรงตามความเป็นจริง “
เมื่อพ่อยังเด็ก ต้นโพธิ์ใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในโรงเรื่อยแปรรูปไม้สักบอมเบเบอร์ม่า พ่อเห็นแขกนำหม้อน้ำมารดบนแผ่นหินสลักอักษรภาษาแขกที่วางอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ในเวลาเช้าตรู่ขณะรดนำลงบนแผ่นหินปากก็เปล่งออกเสียง ” ราม ราม ราม ……. “กระทั่งน้ำในหม้อที่เทินหัวมา ราดลงบนแผ่นหินนั้นหมดจึงหยุดเปล่งเสียง ” ราม “

การฝึกซ้อมการแสดงโขนที่พ่อเห็นเป็นประจำ ทำให้ความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดของพ่อคิดว่า ” ราม ” เป็นพระเอกผู้ทรงธรรม มีความกตัญญูสูง ยอมออกไปอยู่ป่าเพื่อรักษาสัตย์ให้บิดา

เมื่อพ่ออายุสิบห้าปี ได้อ่านบ่อเกิดรามเกียรติ์ ได้ดูโขนชุดนิ้วเพชร ความเชื่อถือว่า ” ราม ” เป็นพระเอกผู้ทรงธรรม ถูกพ่อนำมาคิดทบทวนใหม่ทันที

ไม่เพียงแค่คิด พ่อขยายความคิดให้ผู้อื่นฟังอย่างกว้างขวาง ผลคือ ผู้รับฟังทั้งหมดฟังอย่างนิ่งๆ ไม่ขยายต่อ เพราะความคิดของพ่อล้ำเกินไปในยุคนั้น

เมื่อพ่อเป็นครูฝึกสอนเปิดโอกาสให้พ่อได้วิจารณ์วรรณคดีได้สมใจ เกียรติของรามที่ใครๆพากันยกย่อง กลายกลับเป็นความอัปยศขององค์นารายณ์

เมื่อพ่อได้ทำงาน มีอิสระสามารถปฏิบัติตามความคิดของตัวเองได้เต็มที่ วันหนึ่งศิษย์ที่เรียนกับพ่อมาบอกว่า " สิ่งที่ครูคิดได้เมื่ออายุ ๑๕ ปี ตอนนี้มีนักเขียนชื่อ "..... " เขียนเหมือนที่ครูให้ข้อคิดพวกหนูเลย

โลกกำลังจะก้าวเข้าสู่อารยสมัย เด็กรุ่นใหม่มีความคิดเรื่องเกียรติของราม เฉกเช่นเดียวกับพ่อมากมาย

ราวณะ ” ราวัน ” กลายเป็นยักษ์บริสุทธิ์ไร้มลทิน เพราะบาปทั้งหมดของราวณะ ” ราวัน ” ได้ก่อขึ้นนั้น เป็นไปตามที่องค์นารายณ์ต้องการให้เป็น เพื่อตนต้องการลงมาสร้างชื่อในคราบของมนุษย์

การศึกษาเป็นเครื่องเสริมปัญญาความรอบรู้ ไปพร้อมๆกับมอมเมาได้ ถ้าผู้ศึกษาปราศจากการพิจารณาทบทวนตรวจสอบ

อย่าตัดสินทุกอย่างตามที่รู้ที่เห็น ใช้ตาภายในพิจารณาให้รอบคอบถี่ถ้วนทั่วถึง

ในหนึ่งวันธรรมชาติยังจัดแบ่งเวลาให้สว่างและมืด ฝ่ายละสิบสองชั่วโมง

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

พุทธศาสนานิกายมนตรยาน

พุทธศาสนานิกายมนตรยาน ชื่อแสดงความชัดเจนว่าเป็นลัทธิมนต์ ถือเวทมนต์คาถาอาคมเป็นสำคัญ ในข้อปฏิบัติบัญญัติเรื่องเวทมนต์คาถา ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ทำน้ำมนต์

พุทธศาสนามนตรยาน เคยเผยแพร่มาถึงเมืองไทยในสมัยลพบุรีกับศรีวิชัย ไทยเคยนับถือพุทธศาสนามนตรยานมาก่อนที่จะนับถือพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์
เสถียร โพธินันทะ

สำหรับพ่อผู้เชื่อถือศรัทธาพุทธศาสนาในแนวทางนี้ ยึดศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องปิดกั้นการกระทำที่สร้างความต่ำทรามให้ชีวิต

เคารพบูชาพระเป็นเจ้านาม ” พระอิศวร ” และ เทพยดา ศึกษาพลังงานทางจิตเพื่อเชื่อต่อกับพลังจักรวาล ( พลังธรรมชาติที่เหนือโลกเหนือความคาดหมาย )

สอนศิษย์ให้ใช้ชีวิตมีความสุขให้เต็มที่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ณ ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการดำรงชีวิตรูปแบบสันนยาสีในปัจจุบัน จึงเป็นเหตุปัจจัยที่เหมาะสม จงเป็นดั่งที่จิตปรารถนา

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

พึ่งกำลังแรงตนพ้นภัย

ประโยชน์มหาศาล ปราศจากคำติฉินนินทา ไม่ต้องให้ใครชี้หน้าด่าได้ว่า ” ที่มึงมีวันนี้เพราะกูให้โอกาส “

อย่าเตะหมูเข้าปากหมา ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์ตน และ บุคคลอันเป็นที่รัก

๐ ฅนเลี้ยงไก่ใครที่ไหนเขาเลี้ยงเปล่า
ทุกเม็ดข้าวหมายไข่เนื้อไปเมื่อหน้า
เขาเกื้อกูลแก่เราเข้าตำรา
ย่อมคาดหน้าสิ่งสนองต้องระวัง ๐

จงยืนขึ้นด้วยกำลังขาของตัวเองอย่างมั่นคง พ่อเป็นกระจกเงาบานใหญ่ ใคร่ครวญให้ดีก่อนแล้วจึงทำ เติบโตอย่างใจเย็นแม้จะต้องเสียเวลา ผลคุ้มค่ากว่าเดินทางลัด

ถ้าจะชั่วก็จงชั่วแต่ตัวยักษ์ อย่าได้พาสุริยวงศ์พงศักดิ์ให้เสื่อมสูญ เกิดฅนเดียวตายฅนเดียว จิตดวงเดียวท่องเที่ยวไป

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

บูชาเพื่อหวังจะดีจะรวย

ฅนเป็นจำนวนมากพยายามเสาะแสวงหาวัตถุรูปเคารพพลังงานภายนอกต่างๆมาเสริมสร้างพลังงานความสำเร็จให้มีในตน เพื่อความสมปราถนาในสิ่งที่พึงประสงค์ จนบางครั้งก็นำมามากเกินพอดีกลายเป็นสุสานเก็บของที่ว่าดีว่าเลิศนั้น จนยากที่จะปฏิบัติบูชาให้ถูกต้องตามกฏระเบียบที่ผู้สร้างวางไว้เข้าภาษิตที่ว่า “แต่แรกเริ่มเดิมทีก็เสาะแสวงหา พอได้มาก็ไม่เห็นเป็นแก่นสาน” พอใครว่าอะไรที่ไหนดีก็ตามแห่ไปซื้อหามาเพื่อจะได้ดีได้สำเร็จดังเขาว่า สำหรับวัตถุรูปเคารพสัญลักษณ์แทนครูที่พ่อสร้างขึ้นก็เช่นกัน พ่อสร้างเพื่อจุดประสงค์ให้ศิษย์มีไว้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเป็นศิษย์มีครู จะได้มีขวัญมีกำลังใจในการดำเนินชีวิต ประกอบกิจการงานด้วยมีสติตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท อยู่ในกฏระเบียบ วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของสังคม

          วัตถุรูปเคารพของพ่อทุกพิมพ์ทุกรุ่นสร้างแบ่งกันใช้ในหมู่ศิษย์ ไม่จ้างเกจิดังอาจารย์ขลังมาเสกมาเป่าของที่พ่อสร้าง พ่อตั้งพิธีสมโภชเทวาพิเษก ขอเมตตาบารมีครูเทพเจ้าของศิลปะวิชา เพิ่มอิทธิพลังความเข้มขลัง แล้วมอบให้ศิษย์นำไปเสกเพิ่มเองด้วยการกระทำความดีมีกตัญญูรู้ตอบแทนคุณ บุพการีชนของตน พ่อถือว่าพลังกตัญญูเป็นพลังงานสูงสุดยิ่งกว่าการเสกเป่าด้วยผู้อื่น ส่วนบุคคลภายนอกที่สนใจรูปเคารพที่พ่อสร้างเผยแพร่สมควรที่จะเข้ามาตั้งพิธีพลีกรรมรับมอบประสิทธิจากมือพ่อด้วยตัวผู้ศรัทธาเชื่อถือเอง

        วัตถุภายนอกไม่ว่าพิมพ์ใดชนิดไหนไม่สำคัญเท่าวัตถุภายใน คือ ใจอันบริสุทธิ์ของตัวเอง พยายามปลุกปลอบสร้างขวัญกำลังใจที่ดีให้เกิดมีในตน ไม่มีใครเสกให้อุปสรรคเมฆหมอกความขุ่นมัวให้พ้นออกไปจากชีวิตของใครได้ นอกจากใจที่มีพลังกล้าแข็งในการเผชิญช่วงจังหวะร้ายของชีวิตให้ผ่านพ้นไปด้วยตัวตนของตนเอง “ปล่อยให้มันกระทบอย่าสะเทือน” ไม่มีกรรม(การกระทำ) ชนิดใดที่เกิดขึ้นแล้วตัวเราจะรับไม่ได้ ไม่มีกรรมสนองกรรมชนิดใดที่เกินกว่าที่เราจะรับไม่ได้ ถ้าจิตเรามั่นคงพร้อมย่อมผ่านอุปสรรคสู่ความสำเร็จที่รอคอยอยู่ข้างหน้า ฅนที่ไม่รักตัวเองย่อมไม่ปราถนาดีกับผู้อื่น จงจำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างสำคัญที่ใจ

                                   ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ