สมคิด

 หลายท่านสงสัยว่า พ่อนับถือองค์พระอิศวรมหากาลไภรวะ " พระพิราพ " เป็นมหาเทพสูงสุด ทำไมจึงให้วีธีรพ่อหมอสั่งจองยักษ์วัดแจ้ง จะนำมาทำอะไร

ถ้าทางวัดแจ้งสร้างยักษ์ชื่อตรีเศียร พ่อไม่ให้วีธีรพ่อหมอเสียเงินโดยปราศจากประโยชน์แน่นอน

เผอิญทางวัดแจ้งเลือกสร้างอสูรพรหมนาม ” ราวณะ ” ( ราวัน ) พ่อจึงให้วีธีรสั่งซื้อมาเพื่อ ” บูชาปัญญาของตัวพ่อเอง ” ที่สามารถวิจารณ์เกียรติของรามได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแจกแจงเหตุผลได้อย่างหนักแน่น กระทั่งถูกผู้ใหญ่ในสมัยนั้นปราม เพราะ พ่อลบล้างความเชื่อถือที่มีมาแต่เดิมอย่างสิ้นเชิง

งานศิลป์ที่ทางวัดแจ้งสร้างขึ้นชิ้นนี้ พ่อนำใช้เป็นเครื่องบูชาความเคารพ ความคิดการตัดสินใจของตน ที่เลือกศรัทธาเชื่อถือองค์พระอิศวรมหากาลไภรวะ ” พระพิราพ ” เป็นมหาเทพสูงสุดของชีวิต เหมือนราวณะ ” ราวัน ” ที่ยึดมั่นศรัทธาองค์พระศิวะพระมหาเทพ อย่างมั่นคง

” มองทุกเหตุการณ์ให้ตรงตามความเป็นจริง “
เมื่อพ่อยังเด็ก ต้นโพธิ์ใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในโรงเรื่อยแปรรูปไม้สักบอมเบเบอร์ม่า พ่อเห็นแขกนำหม้อน้ำมารดบนแผ่นหินสลักอักษรภาษาแขกที่วางอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ในเวลาเช้าตรู่ขณะรดนำลงบนแผ่นหินปากก็เปล่งออกเสียง ” ราม ราม ราม ……. “กระทั่งน้ำในหม้อที่เทินหัวมา ราดลงบนแผ่นหินนั้นหมดจึงหยุดเปล่งเสียง ” ราม “

การฝึกซ้อมการแสดงโขนที่พ่อเห็นเป็นประจำ ทำให้ความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดของพ่อคิดว่า ” ราม ” เป็นพระเอกผู้ทรงธรรม มีความกตัญญูสูง ยอมออกไปอยู่ป่าเพื่อรักษาสัตย์ให้บิดา

เมื่อพ่ออายุสิบห้าปี ได้อ่านบ่อเกิดรามเกียรติ์ ได้ดูโขนชุดนิ้วเพชร ความเชื่อถือว่า ” ราม ” เป็นพระเอกผู้ทรงธรรม ถูกพ่อนำมาคิดทบทวนใหม่ทันที

ไม่เพียงแค่คิด พ่อขยายความคิดให้ผู้อื่นฟังอย่างกว้างขวาง ผลคือ ผู้รับฟังทั้งหมดฟังอย่างนิ่งๆ ไม่ขยายต่อ เพราะความคิดของพ่อล้ำเกินไปในยุคนั้น

เมื่อพ่อเป็นครูฝึกสอนเปิดโอกาสให้พ่อได้วิจารณ์วรรณคดีได้สมใจ เกียรติของรามที่ใครๆพากันยกย่อง กลายกลับเป็นความอัปยศขององค์นารายณ์

เมื่อพ่อได้ทำงาน มีอิสระสามารถปฏิบัติตามความคิดของตัวเองได้เต็มที่ วันหนึ่งศิษย์ที่เรียนกับพ่อมาบอกว่า " สิ่งที่ครูคิดได้เมื่ออายุ ๑๕ ปี ตอนนี้มีนักเขียนชื่อ "..... " เขียนเหมือนที่ครูให้ข้อคิดพวกหนูเลย

โลกกำลังจะก้าวเข้าสู่อารยสมัย เด็กรุ่นใหม่มีความคิดเรื่องเกียรติของราม เฉกเช่นเดียวกับพ่อมากมาย

ราวณะ ” ราวัน ” กลายเป็นยักษ์บริสุทธิ์ไร้มลทิน เพราะบาปทั้งหมดของราวณะ ” ราวัน ” ได้ก่อขึ้นนั้น เป็นไปตามที่องค์นารายณ์ต้องการให้เป็น เพื่อตนต้องการลงมาสร้างชื่อในคราบของมนุษย์

การศึกษาเป็นเครื่องเสริมปัญญาความรอบรู้ ไปพร้อมๆกับมอมเมาได้ ถ้าผู้ศึกษาปราศจากการพิจารณาทบทวนตรวจสอบ

อย่าตัดสินทุกอย่างตามที่รู้ที่เห็น ใช้ตาภายในพิจารณาให้รอบคอบถี่ถ้วนทั่วถึง

ในหนึ่งวันธรรมชาติยังจัดแบ่งเวลาให้สว่างและมืด ฝ่ายละสิบสองชั่วโมง

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

องค์พระพิราพเนื้อพิเศษ

รูปเคารพสัญลักษณ์แทนครูเทพเจ้าของศิลปวิชา ” องค์พระพิราพ ” เนื้อพิเศษ มวลสารผงไม้ฝ้าเพดานพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส ( วัดพระแก้ววังหน้า ) ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล ติดเส้นผมของพ่อ ( ชุดนำฤกษ์ มีลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือของพ่อด้วยแป้งเจิมหน้าสายศิลปิน

ปั๊มขึ้นรูปในมณฑลพิธีไหว้ครู สมโภชเสร็จ แจกสำหรับผู้ที่เข้ารับการครอบจากพ่อในมณฑลพิธีไหว้ครู ในพระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้า จำนวนการสร้างไม่มาก เพราะปั๊มขึ้นรูปตามกำลังแรงของพ่อในเวลาจำกัด

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

โลกเปลี่ยนยุค

1 มกราคม 2020 โลกเปลี่ยนยุคสมัย ฅนรุ่นใหม่ที่กำลังเจริญเติบโต เป็นผู้ที่เชื่อมั่นความคิดของตนเหนือสิ่งอื่นใด พ่อจึงปรับวิธีเผยแพร่พลังงานเหนือโลกเหนือความคาดหมายของ ” ครูเทพเจ้าของศิลปวิชาขา ” เป็นรูปแบบท้าให้พิสูจน์ด้วยตัวเองก่อนเพราะ… ” ความเชื่อถือศรัทธาเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ “

ความสำคัญข้อนี้พ่อจึงเสนอให้ผู้ที่ต้องการวัตถุรูปเคารพสัญลักษณ์แทนครูที่ตัวพ่อเป็นผู้สร้าง พิสูจน์ด้วยการตั้งจิตอธิษฐานให้เกิดผลสมปรารถนาตามที่ตนต้องการก่อน จึงเลือกหาเป็นเจ้าของครอบครอง
พ่อว่าวิธีนี้เหมาะสมควรเป็นบทพิสูจน์ว่า ถ้าไม่ดีจริงก็ไม่ต้องนับถือศรัทธา ทั้งเป็นหลักประกันด้วยว่า ตัวพ่อที่เป็นผู้สร้างมาอยู่ณจุดปัจจุบัน จิตดวงเดิมไม่ได้แปรเปลี่ยน



ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

พุทธศาสนานิกายมนตรยาน

พุทธศาสนานิกายมนตรยาน ชื่อแสดงความชัดเจนว่าเป็นลัทธิมนต์ ถือเวทมนต์คาถาอาคมเป็นสำคัญ ในข้อปฏิบัติบัญญัติเรื่องเวทมนต์คาถา ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ทำน้ำมนต์

พุทธศาสนามนตรยาน เคยเผยแพร่มาถึงเมืองไทยในสมัยลพบุรีกับศรีวิชัย ไทยเคยนับถือพุทธศาสนามนตรยานมาก่อนที่จะนับถือพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์
เสถียร โพธินันทะ

สำหรับพ่อผู้เชื่อถือศรัทธาพุทธศาสนาในแนวทางนี้ ยึดศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องปิดกั้นการกระทำที่สร้างความต่ำทรามให้ชีวิต

เคารพบูชาพระเป็นเจ้านาม ” พระอิศวร ” และ เทพยดา ศึกษาพลังงานทางจิตเพื่อเชื่อต่อกับพลังจักรวาล ( พลังธรรมชาติที่เหนือโลกเหนือความคาดหมาย )

สอนศิษย์ให้ใช้ชีวิตมีความสุขให้เต็มที่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ณ ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการดำรงชีวิตรูปแบบสันนยาสีในปัจจุบัน จึงเป็นเหตุปัจจัยที่เหมาะสม จงเป็นดั่งที่จิตปรารถนา

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

วัตถุรูปเคารพสัญลักษณ์แทนครูเทพเจ้าของศิลปวิชา

วัตถุรูปเครพสัญลักษณ์แทนครูที่พ่อจัดสร้างขึ้นนั้น เพื่อประโยชน์ให้เหล่าศิษย์ มีไว้เป็นเครื่องเหนี่ยวนำใจว่าเป็นศิษย์มีครู ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ระลึกถึงคำสั่งคำสอนเพื่อการอยู่ร่วมกับสังคมอย่างสงบสุข ปราศจากโทษทุกข์ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และส่วนรวม

วัตถุรูปเคารพทุกรุ่นทุกพิมพ์ ใช้วิธีหารค่าใช้จ่ายในการสร้าง ใช้จำนวนผู้ต้องการเป็นตัวตั้งหารด้วยยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผู้ต้องการรับมอบเป็นเจ้าของครอบครองมีส่วนร่วมในการสร้าง ซึ่งเป็นที่ทราบดีในหมู่ศิษย์ ส่วนบุคคลภายนอกที่ต้องการก็จัดแบ่งให้ไปตามกำลังที่รับได้ ศิษย์ทุกฅนพึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกอย่าง ” สำคัญที่ใจ ” วัตถุภายนอกหรือจะเท่าวัตถุภายใน รักษาใจให้เป็นสุขย่อมเป็นมงคลที่ประเสริฐกว่า

ศิริพงศ์ ครพีนธ์กิจ

พระคเณศหน้าอาคารเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป

พระคเณศหล่อด้วยปูน ตั้งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมแกะสลักลวดลายสวยงดงาม มีประวัติความเป็นมาดังนี้ แท่นหินนี้เดิมเป็นวัตถุอนุสรณ์ ในส่วนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริให้จัดสร้างปฐมบรมราชานุสาวรีย์เพื่อสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ในโอกาสฉลองอายุพระนครครบรอบหนึ่งร้อยปี ในปี พ.ศ. ๒๔๒๕

ในครั้งนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี ( ท้วม บุนนาค ) เป็นผู้อำนวยการสร้าง ณ สนามตรงหน้าศาลสถิตยุติธรรม แบบปฐมราชรนุสาวรีย์นั้นคิดจะสร้างเป็นบุษบกใหญ่ทำด้วยศิลา เป็นที่ตั้งพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ

เริ่มสร้างนั้นก่อเป็นฐานคล้ายบันไดห้าชั้น ส่วนบุษบกศิลานั้นใช้ช่างศิลามาจากเมืองจีน ใช้หินจากเขาสามมุก แต่ภายหลังปรากฏว่าไม่สำเร็จ สันนิษฐานว่าเป็นเพราะนายช่างผู้ออกแบบบุษบกเอาแบบตัวไม้ไปคิดสร้าง มิได้คำนึงถึงน้ำหนักของศิลาซึ่งมีน้ำหนักมากเมื่อนำไปประกอบยากจึงทิ้งค้างไว้เช่นนั้น จนเมื่อพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ห้าโปรดฯให้ทำสนามหลวงจึงดำรัสให้รื้อ ” ปฐมบรมราชานุสาวรีย์ ” นำเครื่องศิลาไปทิ้งไว้ ณ บริเวณกรมเจ้าท่า ซึ่งในเวลานั้นเป็นที่ทำการกรมโยธาธิการ

ต่อมากรมพระยาดำรงราชานุภาพได้นำมารักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เมื่อโรงเรียนนาฏศิลป ปั้นองค์พระคเณศเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน จึงได้นำแท่นหินนั้นมาประกอบเป็นฐานรองรับองค์พระคเณศ จวนจนกระทั่งปัจจุบัน

อาจารย์ประเมษฐ์ บุญยะชัย ( ศิลปินแห่งชาติ ) รวบรวมข้อมูล

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

พระแก้ววังหน้า

วัดพระแก้ววังหน้า หรือ วัดบวรสถานสุทธาวาส ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล ตามความเข้าใจของเกือบทุกฅนเข้าใจว่า เป็นการขนานนาม เพื่อเป็นการเทียบเคียงกับ วัดพระแก้ววังหลวง ซึ่งประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร น้อยฅนที่จะทราบว่าในอาณาเขตพระราชวังบวรสถานมงคล เคยเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้ววังหน้า เช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส แต่ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธศวรรย์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจุฑามณี ขึ้นเป็นพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ที่สองในรัชกาลที่สี่ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตามพระราชอิสริยยศว่า สมเด็จพระปวเรนทราเมศมหิศเรศรังสรรค์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยูหัว

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระมหาปราสาทขึ้นในพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งไม่เคยปรากฏมีในกาลก่อน และที่สำคัญอีกประกาหนึ่งคือ พระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกพระพุทธปฏิมาแก้วผลึกสีขาวหม่น โปรดเกล้าให้ตั้งกระบวนแห่นำมาพระราชทานให้ประดิษฐานไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล ณ พระที่นั่งพุทไธศวรรย์

พุทธลักษณะ พระแก้ววังหน้า เป็นพระพุทธปฏิมาประทับนั่งแบบมารวิชัย มีหน้าตักกว้าง ๓๗ เซนติเมตร สูงเฉพาะพระองค์ ๕๘ เซนติเมตร สูงรวมฐาน ๘๓ เซนติเมตร รศ. ดร ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ได้พรรณนาพุทธลักษณะพระแก้ววังหน้าไว้ว่า

พระพักตรค่อนข้างกลม พระขนงโก่ง พระนาสิกแหลม พระโอษฐ์เรียว พระกรรณยาวจรดพระอังสา พระเศียรประดับด้วยพระศกทองคำ มีอุษณีษะขมวดพระเกศาเป็นเม็ดพระศก พระพุทธรูปครองอุตราสงค์ห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา มีชายอุตรสงค์พาดบนพระอังสาซ้ายยาวจรดพระนาภี ปลายตัดเป็นเขี้ยวตะขาบ อุตราสงค์นี้จำหลักเรียบปราศจากริ้วผ้า พระพุทธรูปประทับเหนือปัทมาสน์ จำหลักบัวหงายซ้อนกัน ประดับด้วยแข้งสิงห์ มีผ้าทิพย์ขนาดใหญ่ จำหลักลายเครือเถา ห้อยประดับอยู่เบื้องหน้าพระปฏิมาองค์นี้

ครั้นสิ้นตำแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคลแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล็งเห็นว่า พระแก้ววังหน้า อาจเป็นอันตรายสูญหาย จึงทรงอัญเชิญกลับไปประดิษฐานไว้หน้าฐานชุกชี ของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

ผู้รวบรวมข้อมูล อาจารย์ประเมษฐ์ บุญยะชัย ( ศิลปินแห่งชาติ )

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

THE KHON (MASKED PLAY)

INTRODUCTION
           The Khon or masked play is a classical form of Siamese drama.Originally all the actors except buffoons and those who impersonated women wore masks, namely, hollow figures of different shapes and colours being conventional representations of the heads and faces of ogres, monkeys, men and gods.  But later on actors playing the pasts of men and gods too took to wearing crowns or tall pointed head-dress instead of masks.
           It is understood that the movements of the feet and the trunks of the actors impersonating ogres and monkeys were originally adopted from those of the fencers and of the persons who hold up the leather figures while staging the Siamese “Shadow – play” (an ancient form of entertainment like “Wayang Purwa” of Java) while the movements of their hands, arms, shoulders and heads as well as all the movements of those who play the parts of men, women and gods have been adopted from those of the actors of old Siamese dance-dramas and ballets.
         Masked plays have to make use of music and it, both vocal and instrumental, has been borrowed from drama of the “Lakon Nai” type. The instrumental music is provided by one kind of Siamese orchestra called “Piphat.”
        These features of Lakon Nai and the ballet which have made the masked play more elegant than before must have been adopted by the kings themselves, or by others according to the ideas of the former, while the drama was confined to the court.  Therefore masked plays of this kind are known as “Khon-rong-nai,” that is to say,”Masked plays(Khon) which resemble Lakon Nai” or “Masked plays which the king maintains within (nai) the royal palace for his amusement”  The masked plays which the Department of Fine Arts teaches students to acts, and arranges to be staged, are also of Khon-rong-nai type though they are divided into parts and provided with scenery appropriate to the places of action and the events mentioned in the story. Because of this new feature we may call the masked play in its modern form “Khon Chak,” that is to say, “Masked play provided with scenery,” as others have done before.
       Formerly the text of a masked play consisted of narration and dialogue-the narration in”Chabang” and “Yani” verses, and the dialogue in Rai-yao”, alliterative and rhyming lines of unequal length.
       When certain features of the dance-drama were introduced into the masked play, a kind of literary composition used with Lakon Nai came to be used with the masked plays too, making their texts beautiful pieces of art composed in many literary forms.
       The narrations and dialogues are recited and spoken not by the actors (since they wear masks which prevent them from doing so) but by somebody else. This is an important point in which the masked play differs from other forms of drama.
      While attending a masked play one listens to poetry in the form of narrations, dialogues, and songs describing the movements of the actors, and sweet instrumental music which marks time for the above, and sees acting of many types, which differ according to the class of each character, as well as the scenery.
                                             
  Siriphong  Kruphanpakit  

คุณครูอาคม สายาคม

      ครูคือศิลปินผู้ปรีชาปั้นดินที่ไร้ค่าให้เป็นฅน 
พระคุณครูยิ่งกว่าแม่พระคงคา
 ขิ่นขิ่นจะแห้งก็ไหลมาไม่รู้สิ้นรู้สุด 
สิบนิ้วลูกขอยกขึ้นดำเนิน 
สรรเสริญพระคุณครูด้วยบริสุทธิ์

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

ฟื้นเรื่องเก่าเล่าความหลัง

      วันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นวันครบรอบ ๔๕ ปีที่พ่อจัดสมโภชเทวาภิเษกรูปเคารพสัญลักษณ์แทนครูขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิต

๑.รูปเคารพพิมพ์พระคเณศปั๊มขึ้นรูปด้วยผงธูปที่กระถางธูปบูชาองค์พระคเณศที่ตั้งอยู่หน้าตึกอาคารเรียนหลังแรกของโรงเรียนนาฏดุริยางค์

๒.กระดาษแผ่นปั้มม้าหมู่บูชาหัวโขนพระคเณศ พ่อแก่พระภรตมุนี พระพิราพ แจกเพื่อนร่วมรุ่นที่เชื่อถือศรัทธาในเมตตาบารมีของครูเทพเจ้าของศิลปะวิชา รูปนี้ผู้ที่วางรูปแบบให้พ่อ คือ ผู้ที่เลี้ยงพ่อมาตั้งแต่แบเบาะเป็นเสมือนแม่ฅนที่สอง ต่อมาท่านเป็นครูผู้ประสาทวิชาให้พ่อ เป็นผู้อยู่เคียงข้างพ่อมาตลอดมากระทั่งท่านจากไปสู่สรวงสวรรค์ อาจารย์ปรานี สำราญวงศ์

 ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ