พระแก้ววังหน้า

วัดพระแก้ววังหน้า หรือ วัดบวรสถานสุทธาวาส ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล ตามความเข้าใจของเกือบทุกฅนเข้าใจว่า เป็นการขนานนาม เพื่อเป็นการเทียบเคียงกับ วัดพระแก้ววังหลวง ซึ่งประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร น้อยฅนที่จะทราบว่าในอาณาเขตพระราชวังบวรสถานมงคล เคยเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้ววังหน้า เช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส แต่ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธศวรรย์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจุฑามณี ขึ้นเป็นพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ที่สองในรัชกาลที่สี่ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตามพระราชอิสริยยศว่า สมเด็จพระปวเรนทราเมศมหิศเรศรังสรรค์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยูหัว

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระมหาปราสาทขึ้นในพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งไม่เคยปรากฏมีในกาลก่อน และที่สำคัญอีกประกาหนึ่งคือ พระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกพระพุทธปฏิมาแก้วผลึกสีขาวหม่น โปรดเกล้าให้ตั้งกระบวนแห่นำมาพระราชทานให้ประดิษฐานไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล ณ พระที่นั่งพุทไธศวรรย์

พุทธลักษณะ พระแก้ววังหน้า เป็นพระพุทธปฏิมาประทับนั่งแบบมารวิชัย มีหน้าตักกว้าง ๓๗ เซนติเมตร สูงเฉพาะพระองค์ ๕๘ เซนติเมตร สูงรวมฐาน ๘๓ เซนติเมตร รศ. ดร ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ได้พรรณนาพุทธลักษณะพระแก้ววังหน้าไว้ว่า

พระพักตรค่อนข้างกลม พระขนงโก่ง พระนาสิกแหลม พระโอษฐ์เรียว พระกรรณยาวจรดพระอังสา พระเศียรประดับด้วยพระศกทองคำ มีอุษณีษะขมวดพระเกศาเป็นเม็ดพระศก พระพุทธรูปครองอุตราสงค์ห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา มีชายอุตรสงค์พาดบนพระอังสาซ้ายยาวจรดพระนาภี ปลายตัดเป็นเขี้ยวตะขาบ อุตราสงค์นี้จำหลักเรียบปราศจากริ้วผ้า พระพุทธรูปประทับเหนือปัทมาสน์ จำหลักบัวหงายซ้อนกัน ประดับด้วยแข้งสิงห์ มีผ้าทิพย์ขนาดใหญ่ จำหลักลายเครือเถา ห้อยประดับอยู่เบื้องหน้าพระปฏิมาองค์นี้

ครั้นสิ้นตำแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคลแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล็งเห็นว่า พระแก้ววังหน้า อาจเป็นอันตรายสูญหาย จึงทรงอัญเชิญกลับไปประดิษฐานไว้หน้าฐานชุกชี ของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

ผู้รวบรวมข้อมูล อาจารย์ประเมษฐ์ บุญยะชัย ( ศิลปินแห่งชาติ )

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

THE KHON (MASKED PLAY)

INTRODUCTION
           The Khon or masked play is a classical form of Siamese drama.Originally all the actors except buffoons and those who impersonated women wore masks, namely, hollow figures of different shapes and colours being conventional representations of the heads and faces of ogres, monkeys, men and gods.  But later on actors playing the pasts of men and gods too took to wearing crowns or tall pointed head-dress instead of masks.
           It is understood that the movements of the feet and the trunks of the actors impersonating ogres and monkeys were originally adopted from those of the fencers and of the persons who hold up the leather figures while staging the Siamese “Shadow – play” (an ancient form of entertainment like “Wayang Purwa” of Java) while the movements of their hands, arms, shoulders and heads as well as all the movements of those who play the parts of men, women and gods have been adopted from those of the actors of old Siamese dance-dramas and ballets.
         Masked plays have to make use of music and it, both vocal and instrumental, has been borrowed from drama of the “Lakon Nai” type. The instrumental music is provided by one kind of Siamese orchestra called “Piphat.”
        These features of Lakon Nai and the ballet which have made the masked play more elegant than before must have been adopted by the kings themselves, or by others according to the ideas of the former, while the drama was confined to the court.  Therefore masked plays of this kind are known as “Khon-rong-nai,” that is to say,”Masked plays(Khon) which resemble Lakon Nai” or “Masked plays which the king maintains within (nai) the royal palace for his amusement”  The masked plays which the Department of Fine Arts teaches students to acts, and arranges to be staged, are also of Khon-rong-nai type though they are divided into parts and provided with scenery appropriate to the places of action and the events mentioned in the story. Because of this new feature we may call the masked play in its modern form “Khon Chak,” that is to say, “Masked play provided with scenery,” as others have done before.
       Formerly the text of a masked play consisted of narration and dialogue-the narration in”Chabang” and “Yani” verses, and the dialogue in Rai-yao”, alliterative and rhyming lines of unequal length.
       When certain features of the dance-drama were introduced into the masked play, a kind of literary composition used with Lakon Nai came to be used with the masked plays too, making their texts beautiful pieces of art composed in many literary forms.
       The narrations and dialogues are recited and spoken not by the actors (since they wear masks which prevent them from doing so) but by somebody else. This is an important point in which the masked play differs from other forms of drama.
      While attending a masked play one listens to poetry in the form of narrations, dialogues, and songs describing the movements of the actors, and sweet instrumental music which marks time for the above, and sees acting of many types, which differ according to the class of each character, as well as the scenery.
                                             
  Siriphong  Kruphanpakit  

คุณครูอาคม สายาคม

      ครูคือศิลปินผู้ปรีชาปั้นดินที่ไร้ค่าให้เป็นฅน 
พระคุณครูยิ่งกว่าแม่พระคงคา
 ขิ่นขิ่นจะแห้งก็ไหลมาไม่รู้สิ้นรู้สุด 
สิบนิ้วลูกขอยกขึ้นดำเนิน 
สรรเสริญพระคุณครูด้วยบริสุทธิ์

ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

ฟื้นเรื่องเก่าเล่าความหลัง

      วันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นวันครบรอบ ๔๕ ปีที่พ่อจัดสมโภชเทวาภิเษกรูปเคารพสัญลักษณ์แทนครูขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิต

๑.รูปเคารพพิมพ์พระคเณศปั๊มขึ้นรูปด้วยผงธูปที่กระถางธูปบูชาองค์พระคเณศที่ตั้งอยู่หน้าตึกอาคารเรียนหลังแรกของโรงเรียนนาฏดุริยางค์

๒.กระดาษแผ่นปั้มม้าหมู่บูชาหัวโขนพระคเณศ พ่อแก่พระภรตมุนี พระพิราพ แจกเพื่อนร่วมรุ่นที่เชื่อถือศรัทธาในเมตตาบารมีของครูเทพเจ้าของศิลปะวิชา รูปนี้ผู้ที่วางรูปแบบให้พ่อ คือ ผู้ที่เลี้ยงพ่อมาตั้งแต่แบเบาะเป็นเสมือนแม่ฅนที่สอง ต่อมาท่านเป็นครูผู้ประสาทวิชาให้พ่อ เป็นผู้อยู่เคียงข้างพ่อมาตลอดมากระทั่งท่านจากไปสู่สรวงสวรรค์ อาจารย์ปรานี สำราญวงศ์

 ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

บูชาเพื่อหวังจะดีจะรวย

ฅนเป็นจำนวนมากพยายามเสาะแสวงหาวัตถุรูปเคารพพลังงานภายนอกต่างๆมาเสริมสร้างพลังงานความสำเร็จให้มีในตน เพื่อความสมปราถนาในสิ่งที่พึงประสงค์ จนบางครั้งก็นำมามากเกินพอดีกลายเป็นสุสานเก็บของที่ว่าดีว่าเลิศนั้น จนยากที่จะปฏิบัติบูชาให้ถูกต้องตามกฏระเบียบที่ผู้สร้างวางไว้เข้าภาษิตที่ว่า “แต่แรกเริ่มเดิมทีก็เสาะแสวงหา พอได้มาก็ไม่เห็นเป็นแก่นสาน” พอใครว่าอะไรที่ไหนดีก็ตามแห่ไปซื้อหามาเพื่อจะได้ดีได้สำเร็จดังเขาว่า สำหรับวัตถุรูปเคารพสัญลักษณ์แทนครูที่พ่อสร้างขึ้นก็เช่นกัน พ่อสร้างเพื่อจุดประสงค์ให้ศิษย์มีไว้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเป็นศิษย์มีครู จะได้มีขวัญมีกำลังใจในการดำเนินชีวิต ประกอบกิจการงานด้วยมีสติตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท อยู่ในกฏระเบียบ วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของสังคม

          วัตถุรูปเคารพของพ่อทุกพิมพ์ทุกรุ่นสร้างแบ่งกันใช้ในหมู่ศิษย์ ไม่จ้างเกจิดังอาจารย์ขลังมาเสกมาเป่าของที่พ่อสร้าง พ่อตั้งพิธีสมโภชเทวาพิเษก ขอเมตตาบารมีครูเทพเจ้าของศิลปะวิชา เพิ่มอิทธิพลังความเข้มขลัง แล้วมอบให้ศิษย์นำไปเสกเพิ่มเองด้วยการกระทำความดีมีกตัญญูรู้ตอบแทนคุณ บุพการีชนของตน พ่อถือว่าพลังกตัญญูเป็นพลังงานสูงสุดยิ่งกว่าการเสกเป่าด้วยผู้อื่น ส่วนบุคคลภายนอกที่สนใจรูปเคารพที่พ่อสร้างเผยแพร่สมควรที่จะเข้ามาตั้งพิธีพลีกรรมรับมอบประสิทธิจากมือพ่อด้วยตัวผู้ศรัทธาเชื่อถือเอง

        วัตถุภายนอกไม่ว่าพิมพ์ใดชนิดไหนไม่สำคัญเท่าวัตถุภายใน คือ ใจอันบริสุทธิ์ของตัวเอง พยายามปลุกปลอบสร้างขวัญกำลังใจที่ดีให้เกิดมีในตน ไม่มีใครเสกให้อุปสรรคเมฆหมอกความขุ่นมัวให้พ้นออกไปจากชีวิตของใครได้ นอกจากใจที่มีพลังกล้าแข็งในการเผชิญช่วงจังหวะร้ายของชีวิตให้ผ่านพ้นไปด้วยตัวตนของตนเอง “ปล่อยให้มันกระทบอย่าสะเทือน” ไม่มีกรรม(การกระทำ) ชนิดใดที่เกิดขึ้นแล้วตัวเราจะรับไม่ได้ ไม่มีกรรมสนองกรรมชนิดใดที่เกินกว่าที่เราจะรับไม่ได้ ถ้าจิตเรามั่นคงพร้อมย่อมผ่านอุปสรรคสู่ความสำเร็จที่รอคอยอยู่ข้างหน้า ฅนที่ไม่รักตัวเองย่อมไม่ปราถนาดีกับผู้อื่น จงจำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างสำคัญที่ใจ

                                   ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ